โครงการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์
ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเสื่อจันทบูร
บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในบทนี้จะกล่าวถึงข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเสื่อกก
ซึ่งจะรวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเสื่อกกและปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเสื่อกกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เสื่อจันทบูร บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี
เพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึง
ทั้งนี้เป็นแนวทางในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เสื่อกกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เสื่อจันทบูรบ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี
ที่มีความเหมาะสมและใช้งานได้จริงโดยลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเสื่อกกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เสื่อจันทบูรบ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้
1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสื่อกกและสินค้า
OTOP ในปัจจุบัน
2. การออกแบบบรรจุภัณฑ์
3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสื่อกกและสินค้า
OTOP ในปัจจุบัน
ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสื่อกก
ประกอบไปด้วยแหล่งที่มาและความสำคัญของผลิตภัณฑ์เสื่อกกที่ใช้ในโอกาสต่างๆของกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น
ที่มีการผลิตเสื่อกกสำหรับการใช้สอยและภาวะการตลาดโดยทั่วไปและข้อมูลที่เกี่ยวกับสินค้า
Otop ในปัจจุบัน
1.1
แหล่งที่มาของเสื่อกก
เสื่อกกที่เราเห็นและใช้กันในประเทศทุกวันนี้
มีกระบวนการผลิตโดยการทอมือเป็นส่วนใหญ่เมื่อมีโอกาสพิเศษที่จะใช้ในการตกแต่งสถานที่หรือไว้สำหรับต้อนรับแขกพิเศษก็จะเลือกใช้ลวดลายที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยและตกแต่งสถานที่โดยการใช้เสื่อกกแปรรูปเป็น
ที่รองจาน ที่รองแก้วและกล่องกระดาษชำระ
การจำแนกถึงแหล่งที่มาของเสื่อกกทำให้ครอบคลุมความหมายและลักษณะของตัวเสื่อกก
ซึ่งเป็นรายละเอียดของเนื้อหาที่สำคัญ
ซึ่งจะทำให้เห็นถึงเรื่องราวของผืนเสื่ออันเป็นคุณค่าภายในที่แฝงอยู่ภายใต้ลักษณะทางกายภาพภายนอกที่เป็นรูปแบบและสีสันของเสื่อแต่ละประเภท
1.2
เสื่อกก
เสื่อกก
ถือเป็นงานหัตถกรรมที่มีความสำคัญและมีคุณค่ามาก เป็นผลงานที่เกิดจากความตั้งใจของผู้ทอที่แฝงไว้ด้วยความหมายแห่งศิลปะและจินตนาการ
สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์และความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตของคนไทยในแต่ละภาคของประเทศ
ณ วันนี้ เสื่อกกของไทยจึงมิใช่เป็นเพียงตำนานที่เล่าขาน
แต่ลำต้นของกกทุกต้นที่สอดสานจนเกิดเป็นลวดลายแห่งศิลปะบนผืนเสื่อ คือ
มรดกอันล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาของบรรพชนไทยที่อนุชนคนรุ่นหลังควรร่วมมือร่วมใจกันส่งเสริมสืบสาน
และอนุรักษ์
ต้นกกทุกต้นเป็นเสมือนเส้นใยที่มาจากธรรมชาติซึ่งมีความเงามันงดงามอยู่ในตัวเอง
กระบวนการผลิตถักทอใช้เวลานาน กว่าจะได้ต้นกกที่มีคุณภาพ
นำมาย้อมสีโดยใช้วัสดุธรรมชาติ การออกแบบลวดลายประณีต การผลิตด้วยวิธีการแบบโบราณ
เช่น การทอมือ ดังนั้นเสื่อกกที่ได้จึงมีลักษณะและคุณสมบัติพิเศษ
มีความโดดเด่นเส้นดูเหนียวเงางามและมีลวดลายที่งดงามจึงสามารถนำไปแปรรูปเป็นของใช้ต่างได้
เช่น ที่รองแก้ว ที่รองจาน กระเป๋าสตรี รองเท้า ที่รองนั่งและหมอน เป็นต้น
1.3
ประเภทของเสื่อกก
กก
เป็นหญ้าชนิดหนึ่งมี
2 ชนิด คือ
1.3.1 กกพื้นเมือง
ตามภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “กกเหลี่ยม” หรือ
“ผือนา” ที่เรียกเช่นนี้เพราะลักษณะลำต้นเป็นเหลี่ยมสามเหลี่ยมผิดกว่าต้นหญ้าธรรมดา
ผิวของกกเหลี่ยมแข็งกรอบและไม่เหนียว เมื่อนำมาทอเป็นผืนเสื่อแล้วขัดไม่เป็นเงาเฉพาะอย่างยิ่งใช้ไม่ทนทาน
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีผู้นิยมใช้กกชนิดนี้มาทำเป็นเสื่อมากนัก
1.3.2 กกพันธุ์ลังกา ภาษาพื้นเมือง
เรียกว่า “กกกลม” หรือ “ไหล” ที่เรียกเช่นนี้
เนื่องจากลำต้นของมันกลม ผิวอ่อนนุ่ม เหนียว
ไม่กรอบ
เมื่อนำมาทอเป็นเสื่อแล้วนิ่มนวลน่าใช้
ขัดถูก็เป็นมันน่าดู
จึงมีผู้ใช้กกกลมมาทอเสื่อกันมาก
1.4
การเก็บรักษาเสื่อกก
เสื่อกกจะเก็บรักษาไว้ในลักษณะของของเก่า
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมคุณลักษณะของเสื่อกกไว้ศึกษานั้น
ผู้เก็บรักษาจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องการดูแลรักษาจะทำให้สามารถยืดอายุของเสื่อกกไว้ได้เป็นเวลานาน
ข้อสำคัญบางประการที่ควรระมัดระวัง คือ
1.4.1 แสงแดด
ควรเก็บเสื่อกกไว้ในตู้หรือที่ร่มไม่ควรให้โดนแสงแดดเป็นเวลานานๆ
จะทำให้เสื่อกกสีซีดและต้นกกเปื่อยยุ่ยได้
1.4.2 แมลง
เสื่อกกที่เก็บไว้เป็นเวลานานจะมีแมลงต่างๆรวมทั้งมด ซึ่งจะกัดกินเนื้อของเสื่อ
เนื่องจากเป็นเส้นหญ้าที่ได้จากธรรมชาติซึ่งมีกลิ่น
ทำให้มดได้กลิ่นและเข้าไปกัดกินทำลายเสื่อกกให้เสียหาย
จึงควรใส่การบูรไว้ในตู้เพื่อไล่แมลงและมด
1.4.3 การพับเก็บ
ถ้าจะเก็บไว้เป็นเวลานาน การพับเสื่อกกไว้จะเกิดความเสียหายกับเสื่อกกได้ตามรอยพับ
วิธีที่ดีที่สุดคือการม้วนเก็บไว้ และใช้ผ้าขาวม้วนทับอีกทีหนึ่ง
จะทำให้เสื่อกกเก็บได้นานและมีคุณภาพดีสีไม่ซีด (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2554)
1.5
ภาวะทั่วไปของเสื่อกกและผลิตภัณฑ์เสื่อกกในไทย
การใช้ประโยชน์จากต้นกก
ที่นำมาแปรรูปเป็นสิ่งของต่างๆบ่งบอกถึงรสนิยม
เอกลักษณ์ความเป็นไทยและส่งเสริมหัตถกรรมภูมิปัญญาไทย
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเสื่อกกและผลิตภัณฑ์เสื่อกกแปรรูปที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโลก
มีแรงงานในชนบทเป็นส่วนใหญ่
เสื่อกกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญมายาวนานแล้วในด้านความงดงามของสีสันและลวดลาย
รวมถึงการฝีมือการถักทอของคนไทยที่ได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันซึ่งเสื่อกกและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกกของไทยนั้น
ต่างได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ
เสื่อกกไทยเป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีขั้นตอนการผลิตที่ใช้แรงงานคนไทยเป็นหลัก
ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถสร้างงานให้กับชาวบ้าน
และเป็นการเพิ่มรายได้ให้แรงงานในชนบทด้วย โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเสื่อกกและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกกสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นมูลค่าไม่น้อยต่อปี
ในปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาของชาวบ้านมากขึ้น
หันมาบริโภคสินค้าไทย นิยมใช้ของไทย
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ผ่านการทอมือ โดยเฉพาะเสื่อกกซึ่งเป็นการทอพื้นเมืองที่ทอขึ้นมาจากเส้นหญ้าอันเป็นเส้นใยจากธรรมชาติ
มีเทคนิคการทอลวดลายที่มีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นต่างๆ
มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นการสร้างสีสันให้กับงานฝีมือของไทย
เลือกซื้อหาได้ง่ายไม่แพ้กับวัสดุตกแต่งบ้านที่มีราคาแพงๆ
1.6
ภาวะทางการตลาด
ตลาดภายในประเทศไทย
การจำหน่ายส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าคนกลางไปรับถึงแหล่งที่ผลิตเสื่อกก
บางกลุ่มต้องจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า ขึ้นอยู่กับข้อตกลงซื้อขาย
แหล่งผลิตบางแห่งมีการจัดวางสินค้าหน้าร้านเพื่อดึงดูดสายตา
และเป็นจุดสนใจให้แก่ผู้พบเห็น การตลาดภายในประเทศจึงมี 2 ลักษณะคือ ตลาดขายปลีกและตลาดขายส่ง
โดยแหล่งจำหน่ายที่สำคัญของประเภทขายปลีกคือ
แหล่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดสวนจตุจักร
ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ตลาดสำเพ็ง โบ๊เบ๊และประตูน้ำ
ขณะที่แหล่งตลาดขายส่งที่สำคัญได้แก่ แหล่งผลิตสำคัญนั้นมีอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกบางจังหวัด เช่น จังหวัดจันทบุรี
ตลาดส่งออกของเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเสื่อกกนั้น
ปัจจุบันแบ่งออกเป็น
2 ตลาด คือตลาดหลัก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ตลาดใหม่ ได้แก่
ออสเตรเลีย ยุโรปตะวันออกและเอเชีย
สาเหตุหนึ่งที่ผู้บริโภคในตลาดส่งออกที่สำคัญนิยมซื้อหาเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเสื่อกกมากขึ้น
เนื่องจากเสื่อกกมีกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมและที่สำคัญเป็นงานฝีมือที่คนทอนั้นบรรจงทอด้วยความตั้งใจ
งานที่ได้จึงมีความละเอียดประณีตและงดงามด้วยสีสันและลวดลายเป็นพิเศษ
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการทอเสื่อกกของไทยที่ไม่เหมือนใครและสินค้าประนี้เองที่สามารถคลองตลาดต่างประเทศได้
และจากการวิเคราะห์รสนิยมของตลาดหลัก พบว่า
ประเทศญี่ปุ่น
เป็นตลาดที่นิยมใช้และนำเข้าเสื่อกกและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเสื่อกกเป็นรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลกและเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย
ชาวญี่ปุ่นจะนิยมเสื่อกกที่ลักษณะเส้นของลำต้นที่หน้าและเหนียวนุ่ม
มีลวดลายแบบเรียบง่ายไม่เน้นสีสันฉูดฉาด
สามารถใช้ได้ในทุกโอกาสและราคาไม่สูงมากจนเกินไป
นอกจากตลาดส่งออกหลักที่สำคัญดังกล่าว
ยังมีตลาดอื่นๆอีก เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง จีนและไต้หวัน
ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีศักยภาพเพียงพอ
ฐานะเศรษฐกิจดีและถือว่าเป็นลูกค้าประจำที่ประเทศไทยมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
และคาดว่าการส่งออกเสื่อกกและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเสื่อกกไปยังตลาดดังกล่าว
จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
1.7
ปัญหากับหัตถกรรมเสื่อกกไทย
แม้ปัจจุบันสินค้าเสื่อกกและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเสื่อกก
จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ในเรื่องของการสร้างรายได้ให้ชาวชนบทและการแก้ไขปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองใหญ่
แต่สินค้าประเภทนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น
1.7.1 ปัญหาในด้านต้นทุนการผลิต
ซึ่งได้แก่ วัตถุดิบประเภทต้นกกที่ขาดแคลน
มีไม่เพียงพอต่อความต้องการนำมาใช้ในการผลิต
เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนจึงทำให้ต้นกกปรับสภาพไม่ทัน บ้างก็ล้มตาย
บ้างก็โตมาในสภาพที่ไม่แข็งแรง ขาดง่าย ไม่เหนียวนุ่ม
ด้วยสาเหตุนี้เองผู้ผลิตจึงมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ
จากปัญหาดังกล่าว
จึงได้มีการเสนอมุมมองการพัฒนาหัตถกรรมเสื่อกกไทยหลักๆ ดังนี้
1. พัฒนาด้านบุคลากร โดยเน้นที่เสื่อกกทอมือ ซึ่งจะเป็นมรดกสืบทอดไปอีกยาวนาน รัฐควรที่จะบรรลุหลักสูตรการผลิตเสื่อกกทอมือในโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา
2. พัฒนาด้านการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดการสูญเสียทั้งระบบ
3. พัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้วิธีการสมัยใหม่เพื่อปรับปรุงคุณภาพของต้นกก รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทอเสื่อกกเพื่อลดระยะเวลา ลดต้นทุนและลดแรงงานคนในการผลิต
4. พัฒนารูปแบบสินค้าและการตลาด โดยเน้นที่แฟชั่นและผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับรสนิยมของลูกค้า มีการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์สินค้าหัตถกรรมเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกอย่างต่อเนื่อง
1. พัฒนาด้านบุคลากร โดยเน้นที่เสื่อกกทอมือ ซึ่งจะเป็นมรดกสืบทอดไปอีกยาวนาน รัฐควรที่จะบรรลุหลักสูตรการผลิตเสื่อกกทอมือในโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา
2. พัฒนาด้านการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดการสูญเสียทั้งระบบ
3. พัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้วิธีการสมัยใหม่เพื่อปรับปรุงคุณภาพของต้นกก รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทอเสื่อกกเพื่อลดระยะเวลา ลดต้นทุนและลดแรงงานคนในการผลิต
4. พัฒนารูปแบบสินค้าและการตลาด โดยเน้นที่แฟชั่นและผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับรสนิยมของลูกค้า มีการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์สินค้าหัตถกรรมเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกอย่างต่อเนื่อง
1.8
สรุป
เสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก
นับเป็นสินค้าที่น่าสนใจประเภทหนึ่ง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
ควรหันมาสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการผลิตที่ควรทำการศึกษาวิจัย
การปลูกต้นกกเพื่อที่จะมาผลิตเป็นเสื่อกกที่มีคุณภาพ ด้านต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป
รวมถึงช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวของตลาดลูกค้าอย่างใกล้ชิด
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง
อีกทั้งควรเน้นการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าเป็นสำคัญด้วยขณะเดียวกันก็ต้องลดต้นทุนการผลิตลง
ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดระดับต่างๆ
และถึงแม้ว่าการผลิตเสื่อกกและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก จะยังมีปัญหาในหลายด้าน
แต่หัตถกรรมการทอเสื่อกก ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไป เสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมซื้อเป็นของฝากสำหรับครอบครัวและเพื่อน
และกลุ่มผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้นอกจากจะมีรายได้ของการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในรูปแบบเงินตราต่างประเทศแล้ว
ยังส่งผลให้แรงงานในชนบทซึ่งมีจำนวนมาก มีโอกาสในการหารายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ดังนั้นเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกไทย
จึงเป็นสินค้าที่น่าสนใจไม่น้อยที่ทางภาครัฐและเอกชนควรหันมาสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ตลอดจนเพื่อความอยู่รอดของหัตถกรรมไทยและผลิตภัณฑ์เสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
(กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม,
2550)
1.9 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเสื่อจันทบูร
บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี
กลุ่มผลิตและจำหน่ายเสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก
วิสาหกิจชุมชนเสื่อจันทบูร บ้านเสม็ดงาม ตั้งอยู่เลขที่ 28/2 หมู่ 10 ตำบลหนองบัว
อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี มี คุณกนกกร พลกิจ เป็นประธานกลุ่ม เริ่มต้นโดยครอบครัวทำอาชีพสานเสื่อกกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย
จึงมี “วิชา” อยู่พอตัว แต่ก่อนหน้านี้
เคยไปทำงานด้านจิวเวลรี่อยู่พักใหญ่ กระทั่งปี 2547
เกิดความคิดอยากหันกลับมาอนุรักษ์งานสานเสื่อกกให้ตกทอดถึงคนรุ่นหลัง
จึงรวมตัวกันในหมู่ญาติพี่น้องราว 10 คน
เริ่มต้นก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเสื่อจันทบูร บ้านเสม็ดงาม ก่อนนำผลงานไปขึ้นทะเบียนและคัดสรรโอทอป
ปีแรกได้มา 4 ดาว สำหรับที่มาของวัตถุดิบ ช่วงแรกได้จากการปลูกเองบนที่ดินประมาณ 2
ไร่ แต่ต่อมาเกิดปัญหาน้ำเค็มเข้าแปลง กกตายหมด
เลยต้องหันมารับซื้อจากเกษตรกรเป็นหลัก นอกจากน้ำเค็มแล้ว เพลี้ย
ยังเป็นศัตรูสำคัญของกก มันจะเข้าไปกินน้ำเลี้ยงจนทำให้ต้นกกมีสีแดง
แบบนั้นต้องคัดออก นำมาทอเป็นเสื่อไม่ได้ เพราะไม่เหนียวพอแถมเปื่อยง่าย ตามปกติถ้ามีน้ำขัง
กกจะขึ้นตลอดทั้งปี แต่กกมักแพ้พงหญ้า ถ้ามีหญ้าขึ้นรอบๆ กกจะตาย ฉะนั้น
ต้องคอยถางพงหญ้าอย่าให้รก ต้นกก สามารถขึ้นได้ทุกพื้นที่ที่มีน้ำขัง
ภาคไหนก็สามารถปลูกและนำมาทอเป็นเสื่อกกได้ แต่เมื่อพูดถึงความสวยงามและทนทาน
คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเสื่อจันทบูร อาจเป็นเพราะกกเมืองจันท์ขึ้นในน้ำกร่อย
ดินเปรี้ยว ทำให้เส้นกกเหนียวไม่เปราะ
หลังจากทอเสื่อเป็นผืนธรรมดา
อยู่ได้ไม่นาน ประธานวิสาหกิจฯ ท่านนี้ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดผลิตภัณฑ์ของกลุ่มตน
ด้วยการเพิ่มลวดลายและแปรรูป เป็นข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ เช่น กล่องใส่ทิชชู
รองเท้าแตะ หมอนสามเหลี่ยม-สี่เหลี่ยม ฯลฯทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น
มีพ่อค้าคนกลางรับไปขายไกลถึงประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว งานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเสื่อจันทบูร
บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรีนี้มักทำตามออร์เดอร์ ส่วนขายปลีกมีบ้าง
โดยการออกบู๊ธตามงานโอทอปที่กรมการพัฒนาชุมชนเชิญไป โดยประธานจะรับหน้าที่ไปประจำบู๊ธติดต่อกับลูกค้าในโอกาสต่างๆ
ส่วนแรงงานจำนวนกว่า 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโส อายุเฉลี่ยอยู่ในราว
50-70 ปี รับหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตอยู่ประจำพื้นที่ ถามถึงรายรับ
ประธานกลุ่มท่านเดิมบอก ว่าทำมา 8 ปี มีรายรับเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 บาท
ต่อเดือน ทั้ง 20 คน
เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค
ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ราคาขายต่อหน่วย
ไม่สามารถขึ้นตามได้ และป้ายประชาสัมพันธ์ที่จะทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักกับกลุ่มวิสาหกิจฯ
บ้านเสม็ดงาม ยังมีน้อยอยู่สำรวจตามงานโอทอปเห็นกลุ่มทอเสื่อมีหลายเจ้า แต่ทางกลุ่มจะอาศัยการพลิกแพลงลวดลายและการแปรรูปไปเรื่อยๆ
และที่สำคัญ ต้องเน้นความละเอียด ประณีต และทนทานเพื่อสร้างความแตกต่าง
1.10
พฤติกรรมในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสื่อกกและเสื่อกกแปรรูป
ผลการวิจัยพบว่า
ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุในช่วงระหว่าง 21 – 30 ปี
มีระดับการศึกษาขั้นสูงสุดคือ ระดับปริญญาตรี
มีอาชีพเป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจและผู้ที่มีระดับรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าหรือเทียบเท่า
10,000 บาท ผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์เสื่อกกทอมือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกจากศูนย์จำหน่ายสินค้าของโครงการ
เหตุผลเพราะต้องการอุดหนุนสินค้าของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
เกณฑ์ในการพิจารณาการเลือกซื้อจะพิจารณาจากคุณภาพ
โอกาสที่จะซื้อเนื่องจากตามความต้องการ และบุคคลที่มีอิทธิพลคือ
ตัวเองเป็นคนตัดสินใจ ผลิตภัณฑ์เสื่อกกที่ซื้อบ่อยที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ เสื่อ รองลงมาก็เป็นชุดรองจานและรองแก้ว
และรองลงมาอีกก็เป็นกล่องกระดาษชำระ ส่วนโทนสีที่ชอบมากที่สุดคือ สีน้ำตาลเข้ม
(มาลิณี ฤาชุตะกุล, 2546)
2.
การออกแบบบรรจุภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์ถือเป็นศาสตร์ต้นๆที่อยู่คู่มนุษย์มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ที่เกิดจากสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายประกอบกับการยังชีพด้วยการหาอาหารมาบริโภค
หาภาชนะเก็บน้ำไว้ดื่ม รวมไปถึงการคิดค้นภาชนะถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้กินนานๆ (นเร
ขอจิตต์เมตต์,
2550) ในยุคหินเมื่อมนุษย์ล่าสัตว์ได้เขาก็จะใช้หนังสัตว์
หรือใบไม้ห่อหุ้มหนังสัตว์ที่ล่ามาได้เพื่อป้องกันพวกแมลง แสงแดด ฝนและฝุ่นละออง
นอกจากนี้ในการพกพาอาหารหรือวัตถุที่ต้องการ สิ่งที่ใช้ในการห่อหุ้มจะเป็นใบไม้
เปลือกไม้ กระบอกไม้ เปลือกหอย กระเพาะสัตว์ หนังสัตว์ ฯลฯ เป็นต้น
การรู้จักการแก้ปัญหาด้วยการนำเอาวัตถุดิบ (Raw Materials)
จากธรรมชาติเข้ามาเป็นอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้ายวัตถุมวลสาร
การกระทำดังกล่าวจึงนับว่าเป็นที่มาของการบรรจุ (Filling)
ต่อมามนุษย์เริ่มรู้จักการประดิษฐ์ คิดค้นภาชนะบรรจุด้วยการดัดแปลงคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุธรรมชาติให้มีรูปร่างและหน้าที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นนี่เอง
จึงจัดว่าเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม (Primitive Packaging Design)
ที่มนุษย์ในสมัยก่อนได้กระทำขึ้นตามสภาพการเรียนรู้และการค้นพบวัสดุในแต่ละยุค
การออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการบริการ
ในฐานะของสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้า (Aid
Transportation) โดยทำหน้าที่เป็นพื้นฐานอันดับแรกคือ ปกป้อง
คุ้มครองสินค้าให้ปลอดภัยจากความเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทบกระเทือน
และปกป้องสิ่งปนเปื้อนที่ไม่พึงประสงค์ (To Prevent Spillage And
Contamination)
ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากโรงงานไปจนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค
ซึ่งบทบาทนี้มีผลทำให้รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ (Package Form)
มีการพัฒนาขึ้นมารองรับ มีการออกแบบภาชนะบรรจุแบบปิด (Close Container) เช่น ถังไม้ (Barrel) การรู้จักปิดผนึกบรรจุภัณฑ์
(Container Closure) เช่น มีฝาจุกปิดขวด (Bottle Plug
Seals) ฯลฯ เป็นต้น
เทคนิคและกรรมวิธีการบรรจุทีพัฒนาขึ้นตามหน้าที่ใช้สอยเหล่านี้
จึงเป็นผลทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายลักษณะตามกาลเวลา
และการค้นพบวัสดุหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้
(The
industrial Revolution) ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ทำให้ระบบการผลิตกลายเป็นระบบการผลิตแบบขนาดใหญ่ (Mass Production) และทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ
สามารถสนองความสะดวกสบายของการขนส่งสินค้า ความต้องการด้านความปลอดภัย ความรวดเร็ว
ความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและความต้องการความหลากหลายของสินค้า ฯลฯ
จึงทำให้เกิดการตรากฎหมาย (Legislation) หน่วยบรรจุภัณฑ์ (Unit
Packaging) ตราสินค้า (Brand Identification)
และการโฆษณา (Advertising)
1. มีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ให้ผู้ผลิตเคารพในกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดบริสุทธิ์และถูกต้องตามหลักสุขภาพอนามัย
(Respect
To Sanitation And Purity) ไม่ปิดป้ายฉลากเกินความเป็นจริง
2. หน่วยบรรจุ เกิดขึ้นเพราะให้ความคุ้มครองผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่า
3. ตราฉลากสินค้าหรือชื่อยี่ห้อผลิตภัณฑ์ เริ่มมีความสำคัญเพราะทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการตามคุณภาพได้
4. ผู้บริโภคมีความรู้และประสบการณ์หลายด้านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือเลือกการบริโภคอย่างแพร่หลาย โดยผ่านวิธีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์
2. หน่วยบรรจุ เกิดขึ้นเพราะให้ความคุ้มครองผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่า
3. ตราฉลากสินค้าหรือชื่อยี่ห้อผลิตภัณฑ์ เริ่มมีความสำคัญเพราะทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการตามคุณภาพได้
4. ผู้บริโภคมีความรู้และประสบการณ์หลายด้านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือเลือกการบริโภคอย่างแพร่หลาย โดยผ่านวิธีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์
2.1 วิวัฒนาการการออกแบบบรรจุภัณฑ์
มนุษย์เรามีวิวัฒนาการจากยุคหนึ่งมาสู่อีกยุคหนึ่งเช่นนี้ตลอดมา
สิ่งนี้จะส่งผลสะท้อนต่อปัจจัย หรือองค์ประกอบในการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก
จากแรกเริ่มที่มนุษย์อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย
ด้วยการอาศัยผลิตผลจากการเพาะปลูก หรือการเลี้ยงสัตว์เพียงจำนวนไม่มาก
มีการพึ่งพาอาศัยและติดต่อกันในกลุ่มใกล้เคียงเท่านั้น
ต่อมาเมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้น มีการแบ่งกลุ่มอาศัยออกเป็นหมู่เหล่า
การผลิตเฉพาะบริโภคในครอบครัวเริ่มไม่เพียงพอ จึงเริ่มมีระบบการแลกเปลี่ยนที่กว้างขวางขึ้นและในที่สุดระบบการผลิตก็ได้เปลี่ยนรูปไปเกิดเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม
(Mass
Production) ขึ้น การแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหาร
จึงขยายวงจากบุคคลใกล้เคียง ไปเป็นการแลกเปลี่ยนกับคนในกลุ่มอื่น
ในอาณาเขตมี่กว้างขวางขึ้น
ในระยะแรกของการแลกเปลี่ยน
การเคลื่อนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ที่มีการแลกเปลี่ยน
ก็อาศัยภาชนะตามพื้นบ้านที่ใช้กันอยู่ในครัวเรือนตามสะดวก
แต่ต่อมาเมื่อการแลกเปลี่ยนขยายขอบเขตจนถึงขนาดมีการซื้อขายและขยายขอบเขตกว้างออกไปอีกมากมาย
เพื่อสนองความต้องการในแต่ละกรณี เช่น ใช้ใบไม้มาทำกระทง ห่อขนม
เอากิ่งไม้หรือเปลือกไม้มาสานทำเป็นกระจก ชะลอม ตะกร้า ฯลฯ
ซึ่งบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เป็นการคิดค้นมาจากวัสดุจากธรรมชาติ
และพัฒนามาเป็นบรรจุภัณฑ์ในยุคต่อมา และได้มีการคิดค้นวัสดุชนิดอื่นๆ
ที่จะสามารถตอบสนองประโยชน์ในการ
บรรจุภัณฑ์ อาจแบ่งได้อย่างกว้างๆเป็น 2 ประเภท คือ
1.
บรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ธรรมชาติได้สร้างหีบห่อขึ้นมาเพื่อปกป้อง ป้องกันและรักษาผลผลิตจากธรรมชาติ
โดยสร้างให้มีความเหมาะสมกับผลผลิตแต่ละชนิดไป อาทิเช่น เปลือกผลไม้ เปลือกไข่
เป็นต้น
2. บรรจุภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น
เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากการที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นโดยคิดค้นประดิษฐ์จากวัสดุต่างๆ
เพื่อสนองประโยชน์นานาประการ เช่น
เพื่อคุ้มครองป้องกันผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการขนส่ง
เพื่อการส่งเสริมการจำหน่าย ฯลฯ
จากการที่มนุษย์ได้คิดนำวัสดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นบรรจุภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำวันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ก็ยังไม่สิ้นสุด
เมื่อเกิดความต้องการขยายให้กว้างขึ้น เช่น การขยายขนาดและจำนวนสินค้า
การเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่จำนวนมาก จำเป็นที่จะต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม
และแม้การเจริญก้าวหน้าด้านการตลาดมีมากขึ้น
บรรจุภัณฑ์ก็เข้ามามีบทบาทใช้เป็นเครื่องมือในทางการตลาดด้วย เช่น
ใช้เป็นเครื่องช่วยในด้านการส่งเสริมการจำหน่าย
ดังนั้นจึงได้มีการค้นคว้าประดิษฐ์บรรจุภัณฑ์แบใหม่ๆ ตลอดจนปรับปรุงและค้นหาวัสดุที่ใช้ในการบรรจุให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น
จนในที่สุดปัจจุบันเรามีวัสดุที่ใช้เพื่อการบรรจุภัณฑ์มากมายหลายชนิด เช่น
กระดาษชนิดต่างๆ แผ่นโลหะ ใยสังเคราะห์ แก้ว พลาสติกและไม้ เป็นต้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ตัวบรรจุภัณฑ์
(Package) เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนพนักงานขาย มีความสำคัญมากในฐานะ
“ตัวแสดงสินค้า” (The Representation of
Product) ที่ต้องการแสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงเนื้อในหรือเนื้อหา (Content) ของสินค้าด้วยการให้ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าบนหีบห่อ
โดยใช้เทคนิควิธีการออกแบบสมัยใหม่ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ ดังนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่
2 เป็นต้นมาจึงมีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะบรรจุความเร็ว
ความเข้าใจในด้านศิลปะและกราฟิกดีไซน์ ด้วยเหตุและปัจจัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
จึงเป็นผลทำให้เกิดอาชีพเฉาะขึ้นในวงการอุตสาหกรรม คืออาชีพนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging
Designer) ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง
ซึ่งนับว่าเป็นอาชีพใหม่ที่มีความสำคัญต่อวงการธุรกิจการค้าเป็นอย่างมาก
ดังนั้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงเป็นวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับคนหลายวงการหลายอาชีพและหลายวิทยาการ
(Multidiscipline Profession) กล่าวคือ
นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องศึกษาหาความรู้ (new6 design, ม.ป.ป.)
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design)
มีบทบาทสำคัญกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แทบทุกชนิด ทั้งในเรื่องการปกป้อง
ห่อหุ้มสินค้า และเพื่อการจัดจำหน่าย การออกแบบบรรจุภัณฑ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร
ไม่พบคำตอบชัดเจน แต่สันนิษฐานกว้างๆ ได้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
แน่นอนตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้ายวัตถุ มวลสาร
(ประชิด ทิณบุตร,
2531 : 1)
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) คือกลยุทธ์สำคัญในการตอบโจทย์การตลาดและกระแสหลัก
เพื่อสร้างประสบการณ์และอารมณ์ร่วมระหว่างผลิตภัณฑ์กับผู้บริโภค
กระตุ้นให้ผู้บริโภคกระหายที่จะได้เป็นเจ้าของ สร้างความผูกพันจนเป็นพันธสัญญา
อันจะนำไปสู่การเป็น “แบรนด์”
ในดวงใจของผู้บริโภค (ชัยรัตน์ อัศวางกูร, 2548 : 10)
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในช่วงศตวรรษที่ 19, 20 นับว่าระบบการพิมพ์ได้พัฒนาก้าวหน้ามาก
มีการนำเอาวิทยาศาสตร์ทางเคมีเข้ามาช่วยในการสร้างงาน
นำเทคนิคการถ่ายภาพที่ทันสมัยมาใช้และสามารถสร้างงานได้อย่างกว้างขวาง
และพิมพ์บนพื้นผิวต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
พัฒนาการของการพิมพ์สี
ทำให้ศิลปินได้สร้างสรรค์รูปแบบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่บ่อยครั้งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้านั้นๆ
ไป ปัจจุบันตราของผลิตภัณฑ์ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญเท่ากับตัวของผลิตภัณฑ์และดูเหมือนว่าได้กลายมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจที่จะซื้อของผู้บริโภค
รูปแบบที่ประสบความสำเร็จนั้นถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ยุคต้นอย่างมั่นคง
และในอีกหลายกรณีที่การออกแบบได้ถูกหล่อหลอมให้เป็นพื้นฐานอันโดดเด่นที่สร้างสรรค์ขึ้นให้เราได้เห็นในทุกวันนี้
มิติใหม่ของศิลปะและการออกแบบที่กล่าวถึงได้เป็นมาตรฐานที่เรายอมรับกันในปัจจุบัน
พร้อมไปกับความใหญ่โตและสลับซับซ้อนของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา
การแข่งขันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งจากตลาดที่จะไม่มีวันเข้มข้นมากไปกว่านี้
เพราะบรรจุภัณฑ์เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องไปสู่ผู้บริโภคเป็นอย่างดี
บรรจุภัณฑ์กับสิ่งแวดล้อม
ชีล่า คล๊าร์ค (Shiela
Clarke) กรรมการผู้อำนวยการองค์การออกแบบนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ (Packaging
Innovation) แห่งประเทศอังกฤษ ได้แสดงความคิดเห็นว่า
ระบบการขนส่งที่ขาดความระมัดระวังและการควบคุมที่ดี นำไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เสียเงินและสูญเสียทรัพยากร
ด้วยเหตุนี้บรรจุภัณฑ์จึงถูกปรับให้เข้ากับสถานการณ์โดยจะต้องสามารถรับรองได้ว่า
สินค้าที่ส่งมาถึงจุดหมายปลายทางจะมีความปลอดภัยในอัตราสูงและมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
เทคนิคการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์หรือตัวบรรจุภัณฑ์ได้พัฒนาความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิคที่ดีกว่าการนำไปใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบใหม่
เช่นการพัฒนาวัสดุให้มีน้ำหนักเบาขึ้นแต่แข็งแรง
และเพิ่มความแข็งแกร่งของวัสดุอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยลดทรัพยากรให้น้อยลง
แต่ในเรื่องของการออกแบบ ต้องวิเคราะห์ถึงแระเภทของวัสดุเพื่อนำวัสดุหมุนเวียนกลับมาใช้อีกเพื่อช่วยลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร
ในอนาคตหากทรัพยากรและวัสดุที่นำมาผลิตบรรจุภัณฑ์เกิดการขาดแคลน
ส่งผลให้มีราคาแพงมากขึ้น
และวิธีดำเนินการกลับมาเป็นเรื่องที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล
นักออกแบบและผู้ผลิตคงจะต้องกลับมาคิดและปรับปรุงวิธีการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่
ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานสำคัญสำหรับวิถีชีวิตยุคใหม่ (สำนักพิมพ์ นาฬิกา Packaging
Design)
ในประเทศไทยย้อนไปในสมัยสุโขทัยที่มีประโยคจารึกไว้ในศิลาจารึกว่า
“ใครใคร่ค้า ค้า” และ “ในน้ำมีปลา
ในนามีข้าว”สะท้อนให้เห็นว่าคนต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์ทั้งสิ้น
ดังที่ว่า ปลาในข้อง ข้าวในกระบุง ผักในตะกร้า ปลาร้าในไห ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว
ข้าวตากในกระบอกไม้ไผ่หรือในหม้อดิน กะลามะพร้าวผ่าซีกทำเป็นตักน้ำ
และยังนำมาใช้เป็นภาชนะตวงสินค้าที่เป็นเมล็ดของคนไทยมาแต่โบราณ เช่น ข้าวเปลือก
ข้าวสาร ถั่ว งา เป็นต้น สำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำดื่ม “คนโทดินเผา” ที่คนเหนือเรียกว่า น้ำต้น
ใส่น้ำแล้วจะเย็นซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ
ส่วนบรรจุภัณฑ์สมัยอยุธยาซึ่งเป็นช่วงที่มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่มาก
มีการจัดตั้งหมู่บ้าน ฮอลันดา หมู่บ้าโปรตุเกส หมู่บ้านญี่ปุ่น หมู่บ้านอังกฤษ
แขกและคนจีนกระจายอยู่ทั่วไป รวมถึงคนลาว คนมอญ
ดังนั้นอยุธยาจึงเป็นแหล่งรวมอารยธรรมความเจริญ วิชาความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ
รวมทั้งบรรจุภัณฑ์จากต่างชาติที่ที่เข้ามากับเรือสำเภา
ในยุคนั้นขวดแก้วเป่าด้วยปาก มีรูปแบบสวยๆ บรรจุเหล้ากลั่น
เริ่มหลั่งไหลมาจากยุโรป กล่องบรรจุยาเส้น กล่องช็อคโกแล็ต หีบไม้ หีบเหล็ก
เครื่องแก้วเจียระไน กระปุก ไหเหล้า ถังไม้บรรจุอาหารหมักดองจากเมืองจีน
สิ่งเหล่านี้ทำให้อยุธยาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ห่างไกลตามชนบทยังคงดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย
โดยหาวัสดุใกล้ตัวในท้องถิ่นที่มีอยู่มากมายเพื่อนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์อยู่นั่นเอง
เช่น ไม่ไผ่ หวาย ปอ ป่าน เชือกกล้วย ใบลาน นำมาจักสานใช้เป็นภาชนะใช้ในครัวเรือน
เป็นต้น (อ.นเร ขอจิตต์เมตต์, 2550 : 17-22)
สำหรับประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่
พ.ศ. 2515
ได้ให้ความสำคัญเรื่องการบรรจุภัณฑ์โดยมีการจัดตั้งสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย
แต่ขณะนั้นได้ให้ความสำคัญเฉพะบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
และเมื่อรัฐบาลในสมัยนั้นมีนโยบายด้านการส่งออกได้พบข้อบกพร่องในการส่งสินค้าออกนอกประเทศเนื่องจากบรรจุภัณฑ์
ซึ่งทำให้สินค้าชำรุดเสียหาย
จึงเป็นสาเหตุใหญ่ที่ผลักดันให้รัฐบาลนำเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 4 (ปี พ.ศ. 2530 – ปี พ.ศ. 2534) โดยเน้นการตอบสนองบรรจุภัณฑ์สินค้าภาคเกษตรเป็นอันดับแรก
และบรรจุภัณฑ์สินค้าภาคอุตสาหกรรมเป็นลำดับที่สอง
มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำการทดสอบบรรจุภัณฑ์
มีการทำวิจัยส่งเสริมความรู้พื้นฐานให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง
จัดตั้งศูนย์บริการการออกแบบ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมการส่งออกปี พ.ศ. 2533 การพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย พบว่า
ประโยชน์ของการใช้บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่เพื่อลดความชำรุดเสียหายของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น
แต่บรรจุภัณฑ์ยังสามารถใช้ลดต้นทุนการขนส่ง การแข่งขันทางการตลาด
การส่งเสริมการขายเพิ่มมูลค่าสินค้า
การให้ความสำคัญด้านการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี
พ.ศ. 2544 พบว่า มูลค่าการใช้บรรจุภัณฑ์สูงถึง 1 แสนล้านบาท และยังพบอีกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษ ได้แก่
กล่องกระดาษธรรมดา กล่องกระดาษแข็ง กล่องกระดาษลูกฟูก มีความต้องการใช้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติก ได้แก่ ซอง ถุง ขวด
บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (Flexible Packaging) มีความต้องการใช้ประมาณ 370,000 ตันต่อปี
บรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก มีความต้องการใช้ประมาณ 25,000 ตันต่อปี
บรรจุภัณฑ์ประเภทแผ่นเหล็กเคลือบดีบุกมีความต้องการใช้ประมาณ 470,000 ตันต่อปี บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋องอลูมิเนียม มีความต้องการใช้ประมาณ 1,700
ตันต่อปี และบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดแก้ว มีความต้องการใช้ประมาณ 450,000 ตันต่อปี (พรวิไล คารว์, 2545 : 55-56) ตัวเลขมูลค่าของการใช้บรรจุภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศนี้ย่อมเป็นดัชนีบ่งบอกถึงความสำคัญของการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากความต้องการในการใช้บรรจุภัณฑ์
เพราะบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งแรกที่สื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ
ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตัวสินค้า
หรือผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายอยู่ในศูนย์จำหน่ายสินค้า ห้างสรรพสินค้าหรือห้างร้าน
ที่ผู้ผลิตไม่สามารถไปอธิบายสรรพคุณและวิธีการใช้ ราคา ส่วนประกอบ ฯลฯ บรรจุภัณฑ์สามารถสื่อสารให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อทราบถึงข้อดีของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้
สามารถทำหน้าที่แทนผู้ผลิตหรือพนักงานขายได้เป็นอย่างดี
2.2 ความหมายของการบรรจุภัณฑ์
การบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาด
โดยเฉพาะปัจจุบันที่การผลิตสินค้าหรือบริการ ได้เน้นและให้ความสำคัญกับผู้บริโภค (Consumer
Oriented)
และจะได้เห็นว่าการบรรจุภัณฑ์มีบทบาทมากขึ้นเพราลำพังตัวสินค้าเองไม่มีนวัตกรรม (Innovation) หรือการพัฒนาอะไรใหม่อีกแล้ว
ฉีกแนวไม่ออกเพราะได้มีการวิจัยพัฒนากันมานานจนถึงขั้นสุดยอดแล้วจึงต้องมาเน้นกันที่บรรจุภัณฑ์กับการบรรจุหีบห่อ
(Packaging) บรรจุภัณฑ์กับหีบห่อ (Package) ถือว่าเป็นคำคำเดียวกัน
ทั้งนี้สุดแล้วแต่ผู้ใดประสงค์หรือชอบที่จะใช้คำใด
ความหมายของการบรรจุภัณฑ์หรือการบรรจุหีบห่อ (Packaging) ได้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย พอสรุปได้ดังนี้
บรรจุภัณฑ์เป็นได้ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ใช้ในการบรรจุสินค้า
ในการจัดจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคด้วยต้นทุนที่มีความเหมาะสม
(ปุ่นและสมพร คงเจริญเกียรติ, 2541 : 8)
บรรจุภัณฑ์ หมายถึง
วิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์ศิลปศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่นำมาใช้ในการเตรียมสินค้าสำหรับการขนส่งและการจำหน่าย
พร้อมทั้งคุ้มครองรักษาผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัย ให้ข้อมูลสรรพคุณ
และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า (บ.เซอร์วิสส์ โฟกัส จก, 2540 : 5)
บรรจุภัณฑ์มีความหมายอยู่ 2 ความหมายคือ
1. บรรจุภัณฑ์ หมายถึง การป้องกัน, ปกป้อง, ห่อหุ้ม, รองรับ,
ให้ข้อมูล,
ช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อ, ลดความสูญเสีย,
รองรับความปลอดภัยและอนามัย, ประหยัดพลังงาน,
ส่งเสริมการขายและการโฆษณาสินค้า, ช่วยให้เกิดการบริการตัวเองของผู้ซื้อในร้านค้าได้
2. บรรจุภัณฑ์ หมายถึง
อุตสาหกรรมที่น่าตื่นเต้น
เพราะมันผนวกเอาความเฉลียวฉลาดในการออกแบบเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
นอกจากนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ยังก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากช่วยสร้างเกราะป้องกัน
คุ้มครองและทะนุถนอมสินค้าตามความต้องการและก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องมากมาย
โลกของเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบรรจุภัณฑ์
ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป
(สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย, 2533 : 19,20)
ความหมายของบรรจุภัณฑ์หรือหีบห่อ
หมายถึง สิ่งห่อหุ้มบรรจุผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
เพื่อวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการป้องกันและรักษาผลิตภัณฑ์ในตัวผลิตภัณฑ์นั้นคงสภาพตลอดจนคุณภาพใกล้เคียงกับเมื่อแรกผลิตให้มากที่สุด
(ดารณี พานทอง,
2522 : 5)
ความหมายของการบรรจุภัณฑ์
1. บรรจุภัณฑ์เพื่อการขายปลีก หมายถึง
ผลิตภัณฑ์หน่วยเดียวที่ได้รับการห่อหุ้มหรือปิดผนึกในภาชนะ
(ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย,
2538 : 30)
2. บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง
ทำหน้าที่ในการขนส่งป้องกันและเก็บรักษา (ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย, 2538 :
30)
การบรรจุภัณฑ์ หมายถึง กิจกรรมในการออกแบบภาชนะหรือวัสดุเพื่อห่อหุ้ม
คุ้มครองผลิตภัณฑ์
ช่วยในการขนส่งเก็บรักษาวางจำหน่ายตลอดจนอำนวยความสะดวกต่อการบริโภค
ผลิตภัณฑ์นั้นและช่วยส่งเสริมการตลาดด้วย (ศรีสุภา สหชัยเสรี, 2533 : 30)
Packaging หมายถึง
กลุ่มของกิจกรรมในการวางแผนเกี่ยวกับการออกแบบ การผลิตภาชนะบรรจุหรือสิ่งห่อหุ้มสินค้าบรรจุภัณฑ์
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับฉลาก (Label)
และตรายี่ห้อ (Brand name)
ผลิตภัณฑ์จากแหล่งผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคหรือแหล่งที่ใช้ประโยชน์
เพื่อป้องกันและรักษาผลิตภัณฑ์และเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด (ดารณี พานทอง, 2524 : 29)
บรรจุภัณฑ์ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตลอดขบวนการทางการตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับการออกแบบสร้างสรรค์ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์
(สุดาดวง เรืองรุจิระและปราณี พรรณวิเชียร, 2529 : 128)
บรรจุภัณฑ์
หมายถึง การนำเอาวัสดุ เช่น กระดาษพลาสติก แก้ว โลหะ ไม้
ประกอบเป็นภาชนะห่อหุ้มสินค้าเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย สวยงาม
มีภาษีในการสื่อสารและผู้ซื้อเกิดความพึงพอใจ (จรูญ โกสีไกรนิรมนและดำรงศักดิ์
ชัยสนิท,
2528 : 109)
บรรจุภัณฑ์
หมายถึง หน่วยรูปแบบวัตถุภายนอกทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสินค้าสะดวกในการขนส่งและบริโภค
ส่งเสริมการค้า (ประชิด ทิณบุตร, 2531 : 21)
บรรจุภัณฑ์
หมายถึง การส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคในสภาพสมบูรณ์คงเดิมและราคาเหมาะสม (Briston And
Neilll 1972 : 1)
Package
หมายถึง สิ่งที่ทำหน้าที่รองรับห่อหุ้มผลิตภัณฑ์
เพื่อทำหน้าที่ป้องกันผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดความเสียหายต่างๆ
ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการขนส่งและการเก็บรักษา
ช่วยกระตุ้นการซื้อตลอดจนแจ้งรายละเอียดของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังมีอีก 2 คำ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุภัณฑ์ คือ
1. การบรรจุภัณฑ์ (Packaging) หมายถึง วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยการห่อหุ้มหรือใส่ลงในบรรจุภัณฑ์ปิด หรือสิ่งอื่นๆที่ปลอดภัย
1. การบรรจุภัณฑ์ (Packaging) หมายถึง วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยการห่อหุ้มหรือใส่ลงในบรรจุภัณฑ์ปิด หรือสิ่งอื่นๆที่ปลอดภัย
2.
ตู้ขนส่งสินค้า (Container) หมายถึง
ตู้ขนาดใหญ่ที่ใช้ขนส่งสินค้า รูปแบบแตกต่างกันตามวิธีขนส่ง (ทางเรือหรือทางอากาศ)
โดยทั่วไปจะมีขนาดมาตรฐานเป็นสากล คำว่า “Container”
นี้อาจใช้ในความหมายที่ใส่ของเพื่อการขนส่งและจัดจำหน่ายในปัจจุบัน
สรุปจากแนวคิดที่ได้กล่าวมานั้นพอจะสรุปได้ว่า
บรรจุภัณฑ์ หมายถึง วิทยาศาสตร์และศิลปะ
เพื่อการคุ้มครองปกป้องสินค้าจากผู้ผลิตจนถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้จะต้องสามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยต้นทุนที่เหมาะสม (พฤกชาติ
ชีวะโอสถ,
2549 : 7)
2.3 บทบาทของบรรจุภัณฑ์
ในสมัยก่อนนั้น
การใช้บรรจุภัณฑ์ก็เพื่อรักษาสินค้าให้คงสภาพ (Protection)
ในระยะเวลาหนึ่งหรือจนกว่าจะนำไปใช้ แต่เมื่อมีการแข่งขันทางด้านการค้ามากขึ้น
บรรจุภัณฑ์จึงมีบทบาทในด้านส่งเสริมการตลาด (Promotion)
เริ่มมีการเน้นเรื่องความสวยงาม สะดุดตา ตลอดจนความสะดวกในการนำไปใช้
บรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันในด้านการตลาดจะทำหน้าที่สำคัญ 2 ครั้ง
คือ
ครั้งแรก
ทำหน้าที่จูงใจผู้ซื้อ (Buy
Me) เริ่มตั้งแต่ดึงดูดสายตา กระตุ้นความสนใจ
นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ
ครั้งที่สอง ทำหน้าที่ สร้างการจดจำ (Recognize Me) ให้ผู้บริโภคกลับมาเลือกซื้อได้อย่างสะดวกและถูกต้อง
ครั้งที่สอง ทำหน้าที่ สร้างการจดจำ (Recognize Me) ให้ผู้บริโภคกลับมาเลือกซื้อได้อย่างสะดวกและถูกต้อง
คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์
1. ปกป้องสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
2. สื่อสารให้ข้อมูลหรือรายละเอียดสำคัญแก่ผู้บริโภค
3. โฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
4. .ให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมทั้งการเก็บรักษา หอบหิ้วหรือขนส่ง
1. ปกป้องสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
2. สื่อสารให้ข้อมูลหรือรายละเอียดสำคัญแก่ผู้บริโภค
3. โฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
4. .ให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมทั้งการเก็บรักษา หอบหิ้วหรือขนส่ง
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบบรรจุภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะต้องสามารถผลิตและนำไปบรรจุได้ด้วยวิธีการที่สะดวก
ประหยัดและรวดเร็ว การออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงต้องพิจารณาดังนี้
1.
ลักษณะของสินค้า คุณสมบัติทางกายภาพ ประกอบด้วยขนาด รูปร่าง รูปทรง
ปริมาตร ส่วนประกอบหรือส่วนผสม ของแข็ง ของเหลว
ผู้ออกแบบต้องทราบความเหนียวข้นในกรณีที่เป็นของเหลว
และต้องรู้น้ำหนัก/ปริมาตรหรือความหนาแน่น
สำหรับสินค้าที่เป็นของแห้งประเภทของสินค้า คุณสมบัติทางเคมี คือสาเหตุที่ทำให้สินค้าเน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพจนไม่เป็นที่ยอมรับได้
และปฏิกิริยาอื่นๆ เช่น กลิ่น การแยกตัว เป็นต้น สินค้าที่จำหน่ายมีลักษณะอย่างไร
มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์หรือทางเคมีอย่างไร
เพื่อจะได้เลือกวัสดุในการทำบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันรักษาได้ดี
2.
ตลาดเป้าหมาย ต้องศึกษาความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย
เพื่อจะได้เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือกลุ่มลูกค้า การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
จำเป็นต้องวิเคราะห์จุดยืนของสินค้าและบรรจุภัณฑ์เทียบกับคู่แข่งขันที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
เช่น ข้อมูลของปริมาณสินค้าที่บรรจุ ขนาด จำนวนบรรจุภัณฑ์ต่อหน่วย ขนส่ง
อาณาเขตของตลาด
3.
วิธีการจัดจำหน่าย
การจำหน่ายโดยตรงจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคเลยย่อมต้องการบรรจุภัณฑ์ลักษณะหนึ่ง
แต่หากจำหน่ายผ่านคนกลาง เป็นคนกลางประเภทใด มีวิธีการซื้อของเข้าร้านอย่างไร
วางขายสินค้าอย่างไร
เพราะพฤติกรรมของร้านค้าย่อมมีอิทธิพลต่อโอกาสขายของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
รวมทั้งพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขันที่จำหน่ายในแหล่งเดียวกันด้วย
4.
การขนส่ง มีหลายวิธีและใช้พาหนะต่างกัน รวมทั้งระยะทางในการขนส่ง
ความทนทานและความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ การคำนึงถึงวิธีที่จะใช้ในการขนส่งก็เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด
รวมถึงความประหยัดและปัจจัยเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศด้วย
ในปัจจุบันนิยมการขนส่งด้วยระบบตู้บรรทุกสำเร็จรูป
5. การเก็บรักษา (Storage) การเลือกบรรจุภัณฑ์จะต้องพิจารณาถึงวิธีการเก็บรักษา
สภาพของสถานที่เก็บรักษา รวมทั้งวิธีการเคลื่อนย้ายในสถานที่เก็บรักษาด้วย
ลักษณะการนำไปใช้งาน ต้องนำไปใช้งานได้สะดวก เพื่อประหยัดเวลา แรงงานและค่าใช้จ่าย
6.
ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์
เป็นปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมากและจะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก
และจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อยอดขายหรือความสูญเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย บรรจุภัณฑ์ดีอาจต้องจ่ายสูงแต่ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ
ย่อมเป็นสิ่งชดเชยที่ควรเลือกปฏิบัติ รวมถึงผลการชดเชยในกระบวนการผลิต
การบรรจุที่สะดวก รวดเร็ว เสียเวลาน้อย ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตได้
7.
ปัญหาด้านกฎหมาย บทบัญญัติด้านกฎหมายเกี่ยวกับการบรรจุภัณฑ์ที่ปรากฏชัดเจนคือ
กฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากการออกแบบกราฟิกของผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ
นอกจากนี้ยังต้องศึกษาการใช้สัญลักษณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
กฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
8.
ผลกระทบต่อสังคม ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังคือ
ผลกระทบต่อนักนิเวศวิทยา (Ecology) เกี่ยวกับการทำลายซากของบรรจุภัณฑ์
2.4 ประเภทของบรรจุภัณฑ์
ประเภทและโครงสร้างบรรจุภัณฑ์
นับเป็นองค์ประกอบขั้นต้นในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่จะต้องศึกษา เพื่อให้การออกแบบบรรจุภัณฑ์บรรลุผลสำเร็จ
ในการปกป้องคุ้มครองผลิตภัณฑ์ รักษาผลิตภัณฑ์ให้คงสภาพเดิม
เกิดความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค ประเภทของบรรจุภัณฑ์มีการจัดแบ่งตามลักษณะที่แตกต่างกัน
แต่มีวัตถุประสงค์หลักใหญ่ (Object of Package)
ที่คล้ายคลึงกันคือ เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ (To Protect Products) เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ (To Distribute Products)
และเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ (To Promote Products)
ดังนั้นประเภทของบรรจุภัณฑ์สามารถแบ่งได้หลายวิธีตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ดังนี้
1.
แบ่งตามวิธีการบรรจุและวิธีการขนถ่าย
2. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้
3. แบ่งตามความคงรูป
4. แบ่งตามวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช้
2. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้
3. แบ่งตามความคงรูป
4. แบ่งตามวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช้
ประเภทบรรจุภัณฑ์แบ่งตามวิธีการบรรจุและวิธีการขนถ่าย
สามารถแบ่งได้ 3
ประเภท
1.
บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย (Individual Package)
คือ บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอยู่กับผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก
เป็นสิ่งที่บรรจุผลิตภัณฑ์เอาไว้เฉพาะหน่วย โดยมีวัตถุประสงค์ขั้นแรกคือ
เพิ่มคุณค่าในเชิงพาณิชย์ (To Increase Commercial Value)
เช่น การกำหนดให้มีลักษณะพิเศษเฉพาะหรือทำให้มีรูปร่างที่เหมาะแก่การจับถือ
และอำนวยความสะดวกต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ภายใน พร้อมทั้งทำหน้าที่ให้ความปกป้องแก่ผลิตภัณฑ์โดยตรงอีกด้วย
2. บรรจุภัณฑ์ชั้นใน (Inner Package) คือบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ถัดออกมาเป็นชั้นที่สอง
มีหน้าที่รวบรวมบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกให้เข้าไว้ด้วยกันเป็นชุด ในการจำหน่ายรวมตั้งแต่
2 – 24 ชิ้นขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์ขั้นแรกคือ
การป้องกันรักษาผลิตภัณฑ์จากน้ำ ความชื้น ความร้อน แสง แรงกระทบกระเทือน
และอำนวยความสะดวกแก่การขายปลีกย่อย เป็นต้น ตัวอย่างของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้
ได้แก่ กล่องกระดาษแข็งที่บรรจุเครื่องดื่มจำนวน 1 โหล,
สบู่ 1 โหล เป็นต้น
3. บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสุด (Out Package) คือ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นหน่วยรวมขนาดใหญ่ที่ใช้ในการขนส่ง
โดยปกติแล้วผู้ซื้อจะไม่ได้เห็นบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้มากนัก
เนื่องจากทำหน้าที่ป้องกันผลิตภัณฑ์ในระหว่างการขนส่งเท่านั้น ลักษณะของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้
ได้แก่ หีบ ไม้ ลัง กล่องกระดาษขนาดใหญ่ที่บรรจุสินค้าไว้ภายใน
ภายนอกจะบอกเพียงข้อมูลที่จำเป็นต่อการขนส่งเท่านั้น เช่น รหัสสินค้า (Code) เลขที่ (Number) ตราสินค้าและสถานที่ผลิต เป็นต้น
การแบ่งประเภทบรรจุภัณฑ์ตามลักษณะของการใช้งาน
-
บรรจุภัณฑ์เพื่อการขายปลีก (Consumer Package) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผู้บริโภคซื้อไปใช้ไป
อาจมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ ซึ่งอาจเป็น Primary Package หรือ Secondary Package ก็ได้
- บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Shopping หรือ Transportation
Package) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้รองรับหรือห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ขั้นทุติยภูมิ
ทำหน้าที่รวบรวมเอาบรรจุภัณฑ์ขายปลีกเข้าด้วยกัน ให้เป็นหน่วยใหญ่
เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเก็บรักษา และการขนส่ง เช่น
กล่องกระดาษลูกฟูกที่บรรจุยาสีฟัน กล่องละ 3 โหล
- บรรจุภัณฑ์ที่พบมีใช้อยู่โดยทั่วไปอีกประเภท
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการลูกค้า ผู้บริโภคเมื่อตกลงซื้อสินค้าของศูนย์จำหน่ายสินค้า
ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าของชำ เป็นต้น ซึ่งมักจะออกแบบบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบง่ายๆ
สามารถปรับใช้กับสินค้าผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น ซอง ถุง กล่อง รูปแบบขนาดต่างๆ
กัน ผู้วิจัยจึงได้จัดแบ่งประเภทของบรรจุภัณฑ์ตามลักษณะของการใช้งานไว้ 4 ประเภท คือ บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย บรรจุภัณฑ์ชั้นใน บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสุดและบรรจุภัณฑ์บริการ
(Service Package)
และกำหนดความหมายของบรรจุภัณฑ์บริการไว้ดังนี้
บรรจุภัณฑ์บริการ
หมายถึง บรรจุภัณฑ์ทีมีรูปทรงสามารถปรับใช้ได้กับสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์หลายชนิด
เพื่อให้บริการด้านการขายแก่ผู้บริโภค เมื่อตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย เช่น
ที่ศูนย์จำหน่ายสินค้า ห้างสรรพสินค้า บริษัทห้างร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ
โดยมีลวดลาย ภาษาและสื่อประชาสัมพันธ์ มีศูนย์บริการห้างร้านในรูปแบบต่างๆ เช่น
การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี จุดเด่นการให้บริการ ช่วงเวลา โอกาส เทศกาล สัญลักษณ์
เป็นต้น(พีนาลิน สาริยา,
2548 : 152)
2.5 การออกแบบบรรจุภัณฑ์
การออกแบบบรรจุภัณฑ์
อาจแบ่งประเภทลักษณะการออกแบบได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. โครงสร้างบรรจุภัณฑ์
2. การออกแบบกราฟิก
โครงสร้างบรรจุภัณฑ์
(The
Structural Packaging)
การออกแบบลักษณะโครงสร้าง
หมายถึง การกำหนดรูปลักษณะโครงสร้างวัสดุที่ใช้ตลอดจนกรรมวิธีการผลิต การบรรจุ
ตลอดจนการขนส่งเก็บรักษาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์นับตั้งแต่จุดผลิตจนถึงมือผู้บริโภค
โครงสร้างบรรจุภัณฑ์นับเป็นการกำหนด รูปทรงหลังจากกำหนดประเภทของบรรจุภัณฑ์จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ว่าควรจัดทำบรรจุภัณฑ์ประเภทใดเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะนำมาใช้ทำโครงสร้างบรรจุภัณฑ์เพื่อสามารถรองรับน้ำหนักของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้ดี ซึ่งการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ผู้ออกแบบไม่สามารถสร้างสรรค์งานโดยอิสระ จะต้องนำหลักทฤษฎีข้อมูลหลายๆด้าน มาเป็นแนวทางในการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ตามลำดับดังนี้
โครงสร้างบรรจุภัณฑ์นับเป็นการกำหนด รูปทรงหลังจากกำหนดประเภทของบรรจุภัณฑ์จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ว่าควรจัดทำบรรจุภัณฑ์ประเภทใดเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะนำมาใช้ทำโครงสร้างบรรจุภัณฑ์เพื่อสามารถรองรับน้ำหนักของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้ดี ซึ่งการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ผู้ออกแบบไม่สามารถสร้างสรรค์งานโดยอิสระ จะต้องนำหลักทฤษฎีข้อมูลหลายๆด้าน มาเป็นแนวทางในการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ตามลำดับดังนี้
1.
ศึกษาลักษณะเฉพาะ คือการเก็บรักษาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้คงสภาพเดิม
เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบให้สอดคล้องกันกับสินค้า
2. กำหนดประเภทของบรรจุภัณฑ์ ว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะออกแบบบรรจุภัณฑ์นั้น
ควรจะออกแบบบรรจุภัณฑ์ประเภทใด บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยหรือบรรจุภัณฑ์ชั้นในสุดที่ติดอยู่กับตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
หรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ชั้นที่สองที่ติดกับบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยด้วย
หรือจะออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์บริการ สามารถปรับใช้กับผลิตภัณฑ์เฉพาะหน่วยได้หลายๆ
ชนิด ส่วนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง ส่วนใหญ่ใช้ตามสากล
ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะการขนส่ง
สามารถบรรจุและรถบรรทุกได้ลงตัว การออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งนี้จึงไม่นิยมออกแบบให้มีรูปร่างแปลกออกไป
เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาความไม่พอดีเกิดการสูญเปล่าในการขนส่งได้
3. กำหนดวัสดุที่นำมาใช้
เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการรองรับน้ำหนักของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้ดี
4. การสร้างแบบตามแนวความคิด (Sketch Idea)
โดยร่างภาพหยาบๆ หลายๆ ภาพ เพื่อคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับขั้นตอนต่อไป
5. การสร้างภาพประกอบรายละเอียด (Sketch Design)
ในมุมมองต่างๆ เป็นภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ
ด้วยการเขียนแบบ (Mechanical Drawing) รูปแปลน (Plan) รูปด้านต่างๆ (Elevations) ทัศนียภาพ (Perspective) หรือภาพแดงการประกอบ (Assembly) กำหนดมาตรฐานส่วน
(Seabee) ของบรรจุภัณฑ์จากภาพที่คัดเลือกจากขั้นตอนที่ 4
6.
สร้างโครงสร้างบรรจุภัณฑ์จำลอง (Mock up)
ตามขั้นตอนที่ 5 เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของการออกแบบโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์
(Feasibility Study)
7. การปรับปรุงและแก้ไขแบบ (Design Refinement)
ในกรณีที่การสร้างโครงสร้างบรรจุภัณฑ์จำลอง เมื่อทดสอบแล้วพบปัญหา
ต้องการปรับปรุงแก้ไขให้ได้โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิม
ซึ่งหมายถึงจะต้องกลับไปแก้ไขในการออกแบบขั้นตอนที่ 5 และขั้นตอนที่
6 ด้วยเช่นกัน
8. การพัฒนาต้นแบบจริง (Prototype Development)
เมื่อปรับปรุงแก้ไขแบบในขั้นตอนที่ 7 แล้ว
ผู้ออกแบบต้องสร้างต้นแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์จำลองที่สมบูรณ์ (Prototype) เพื่อออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ต่อไป
2.
การออกแบบกราฟิก
การออกแบบกราฟิก
หมายถึง การสร้างสรรค์ลักษณะส่วนประกอบภายนอกของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ให้สามารถสื่อสาร
สื่อความหมาย ความเข้าใจ (To
Communicate) ในอันที่จะให้ผลทางด้านจิตวิทยา (Psychological
Effects)
ต่อผู้บริโภคและอาศัยหลักศิลปะการจัดภาพให้เกิดความประสานกลมกลืนกันอย่างสวยงาม
ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
บรรจุภัณฑ์เป็นตัวแทนของกระบวนการส่งเสริมการขายทางด้านการตลาด
ณ จุดขายที่สามารถจับต้องได้ ทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาได้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สีที่ออกแบบของบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนดังผิวหนังของมนุษย์ คำบรรยายบนบรรจุภัณฑ์เปรียบได้กับปากที่บอกแจ้งแถลงถึงสรรพคุณ
การออกแบบอาจจะเขียนเป็นสมการอย่างง่ายๆได้ ดังนี้ การออกแบบ = คำบรรยาย + สัญลักษณ์ + ภาพพจน์
เนื่องจากการออกแบบภาพพจน์เป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งอาจแสดงออกได้ด้วย จุด เส้น สี
รูปวาดและรูปถ่ายผสมผสานกันออกมาเป็นพาณิชย์ศิลป์บนบรรจุภัณฑ์ ด้วยหลักการง่ายๆ 4 ประการ คือ SAFE ซึ่งมีความหมายว่า
S = Simple เข้าใจง่ายสบายตา
A = Aesthetic มีความสวยงาม ชวนมอง
F = Function ใช้งานได้ง่าย สะดวก
E = Economic ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
A = Aesthetic มีความสวยงาม ชวนมอง
F = Function ใช้งานได้ง่าย สะดวก
E = Economic ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
การออกแบบกราฟิกสำหรับบรรจุภัณฑ์
(Graphic
Design) นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตสื่อทุกชนิดที่รับรู้สัมผัสได้ด้วยตา
การออกแบบกราฟิกมีที่มาและความหมายดังนี้
คำว่า
“กราฟิก” เรียกทับศัพท์จากภาษาอังกฤษคำว่า “Graphic”
ซึ่งแต่เดิมหมายถึง งานวาดเส้นและศิลปะภาพพิมพ์
ประเทศไทยมีการสร้างงานในรูปแบบของงานวาดเส้นอย่างแพร่หลาย
แต่ไม่ได้พัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบใช้ให้เกิดความเจริญก้าวหน้า
เมื่อได้รับอิทธิพลการสร้างงานในรูปแบบนี้จากชาวตะวันตก ทำให้เกิดการเรียนรู้
พัฒนากันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
เพราะการสร้างงานในสายนี้สามารถประกอบอาชีพและเป็นที่ตองการของผู้บริโภค
การออกแบบกราฟิก
หมายถึง ภาพลายเส้นหรือภาพที่เกิดจากการวาด การขีดเขียน เป็นตารางหรือแผนภาพ
การสร้างงานศิลปะบนพื้นระนาบ เช่น การออกแบบภาพโฆษณา การออกแบบลวดลายหรือภาพประกอบ
การออกแบบฉลากสินค้าบนบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น (วรพงศ์ วรชาติอุดมพงศ์, 2538 :
14-15)
การออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์ในลักษณะ
2
มิติ หมายถึง การออกแบบกราฟิก การกำหนดลวดลาย
รายละเอียดหรือองค์ประกอบต่างๆ ลงบนพื้นผิวระนาบของวัสดุ เช่น แผ่นกระดาษ
แผ่นพลาสติก แผ่นโลหะอาบดีบุก หรือแผ่นอลูมิเนียม แผ่นโฟม เป็นต้น
ก่อนนำไปประกอบเป็นรูปทรงบรรจุภัณฑ์ตามที่ได้ออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ไว้
การออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์แบบ
3
มิติ หมายถึง การออกแบบกราฟิก การกำหนดลวดลาย
รายละเอียดหรือองค์ประกอบต่างๆ ในรูปแบบของแผ่นฉลาก (Label)
แผ่นสติ๊กเกอร์ (Sticker) หรือแผ่นป้าย แล้วนำไปติดกับบรรจุภัณฑ์
ซึ่งประกอบเป็นรูปทรงแล้ว และแตกต่างจากการออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์ในลักษณะ 2
มิติ
การออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์
ยังมีบทบาทช่วยเสริมกิจการต่างๆ ทางด้านการตลาดที่ได้อธิบายมาแล้วว่าบรรจุภัณฑ์มีส่วนผสมการตลาดในการทำหน้าที่เสริมกิจกรรมการตลาดในแต่ละขั้นตอนของวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์
รายละเอียดปลีกย่อยในการช่วยเสริมกิจกรรมต่างๆ มีดังนี้
การใช้โฆษณา
บรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องออกแบบให้จำได้ง่าย ณ จุดขาย
หลังจากกลุ่มเป้าหมายได้เห็นหรือได้ฟังโฆษณามาแล้ว ในกลยุทธ์นี้บรรจุภัณฑ์มักจะต้องเด่นกว่าคู่แข่งขันหรือมีกราฟิกที่สะดุดตา
โดยไม่ต้องให้กลุ่มเป้าหมายมองหา ณ จุดขาย
การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย
ช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจำเป็นต้องมีการออกแบบปริมาณสินค้าต่อหน่วยขนส่งใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย
หรือมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับจุดขายใหม่ การเพิ่มหิ้ง ณ จุดขาย เรียกว่า POP (Point of Purchase)
อาจมีส่วนช่วยส่งเสริมการขายเมื่อเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่
เจาะตลาดใหม่
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ในการเจาะตลาดใหม่หรือกลุ่มเป้าหมายใหม่
ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนตราสินค้าใหม่ด้วย
ผลิตภัณฑ์ใหม่
ถ้าผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าเก่า เช่น
เปลี่ยนจากการขายกล้วยตากแบบเก่า เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่มาเป็นกล้วยตากชุบน้ำผึ้ง
อาจใช้บรรจุภัณฑ์เก่าแต่เปลี่ยนสีใหม่เพื่อแสดงความสัมพันธ์กับสินค้าเดิมหรืออาจใช้เทคนิคของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยูนิฟอร์มดังจะกล่าวต่อไปในบทนี้
แต่ในกรณีที่เป็นสินค้าใหม่ถอดด้าม จำต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่หมด แต่อาจคงตราสินค้าและรูปแบบเดิมไว้
เพื่อสร้างความสัมพันธ์กลุ่มที่เคยเป็นลูกค้าประจำของสินค้าเดิม
การส่งเสริมการขาย
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่
เพื่อเน้นให้ผู้บริโภคทราบว่ามีการเพิ่มปริมาณสินค้า
การลดราคาสินค้าหรือการแถมสินค้า รายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ย่อมมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความอยากซื้อมากขึ้น
การใช้ตราสินค้า
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี เพื่อสร้างความทรงจำทีดีต่อสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค้าใหม่
ควรจะได้รับการออกแบบใหม่ด้วย การเน้นตราสินค้ารายละเอียดในเรื่องนี้จะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อตราสินค้า
เปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงของบรรจุภัณฑ์
โดยปกติสินค้าแต่ละชนิดมีวัฏจักรชีวิตของตัวมันเอง (Product Life
Cycle) เมื่อถึงวัฏจักรชีวิตช่วงหนึ่งๆ
จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนโฉมของบรรจุภัณฑ์ เพื่อยืดอายุของวัฏจักร ในบางกรณี
การเปลี่ยนขนาดอาจเกิดจากนวัตกรรมใหม่ทางด้านการบรรจุภัณฑ์ เช่น
การเลือกใช้วัสดุใหม่จึงมีการเปลี่ยนรูปทรงหรือขนาด
ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใดก็ตามมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่
เพื่อรักษาหรือขยายส่วนแบ่งการตลาด
องค์ประกอบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
องค์ประกอบการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
นับเป็นการออกแบบที่ผู้ออกแบบจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในหลายๆด้าน
มาประกอบการสร้างสรรค์ผลงานบรรจุภัณฑ์ให้เกิดความโดดเด่นจากบรรจุภัณฑ์ของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน
องค์ประกอบการออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภท จะมีความแตกต่างกันตามความจำเป็นในการนำไปใช้ของบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทนั้น
เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย บรรจุภัณฑ์ที่อยู่ติดกับตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
หากมีบรรจุภัณฑ์ชั้นในอีกชั้นหนึ่ง และเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยนี้
เพื่อปกป้องรักษาคุณภาพสินค้าให้คงเดิม ก็ไม่ต้องออกแบบกราฟิกใดๆ เช่น ซองปิดผนึก
(Pouch) บรรจุครีมเทียม ลักษณะเป็นผง เป็นอาหาร
เพียงปั๊มวันผลิตวันหมดอายุก็พอแล้ว เพราะมีบรรจุภัณฑ์ภายในอีกชั้นหนึ่ง
ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบบ่งบอกถึงรายละเอียดต่างๆ เพื่อทำหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์
ณ จุดขาย (Point of Purchase)
หรืออาจเรียกเป็นอีกอย่างหนึ่งว่า “พนักงานเงียบ” (The Silent Salesman) หากเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยอยู่ติดกับตัวสินค้าและไม่มีบรรจุภัณฑ์ชั้นในอีกชั้นหนึ่ง
แน่นอนว่าบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสินค้า แต่ต้องทำหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์อีกด้วย
ฉะนั้นองค์ประกอบ รายละเอียดบรรจุภัณฑ์ก็จะต้องมีมากกว่า เช่น ขวดบรรจุแชมพูสระผม
กล่องบรรจุนมเปรี้ยว ซองบรรจุบะหมี่สำเร็จรูป ถุงบรรจุชาเขียวใบหม่อน เป็นต้น
หากเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสุด หรือบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งก็มีรายละเอียดเพียงจำนวนชิ้น
ตราสินค้า แหล่งผลิตแหล่งจำหน่ายก็พอแล้ว หากเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์บริการ
เพื่อความสะดวกในการจำหน่ายและการนำพาสำหรับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคก็คงมีเฉพาะรายละเอียดโดยรวมที่สามารถปรับใช้กับสินค้าได้หลายชนิด
เช่น ชื่อศูนย์จำหน่ายสินค้า ภาพประกอบ ข้อความสั้นๆ ข่าวสาร เป็นต้น
จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า องค์ประกอบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย
บรรจุภัณฑ์ชั้นใน บรรจุภัณฑ์ชั้นนอก บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งและบรรจุภัณฑ์บริการ
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ผลิต เจ้าของผลิตภัณฑ์ ลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์
ว่าต้องการบรรจุภัณฑ์แบบใด เช่น หากเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่ง
เช่นกล่องกระดาษชำระจากกก ก็ใช้เพียงบรรจุภัณฑ์บริการ แต่หากเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม
อาหาร ต้องใช้บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย หรือทั้งบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยและบรรจุภัณฑ์ชั้นใน
และต้องมีองค์ประกอบบ่งบอกรายละเอียดเพื่อผู้บริโภค นักออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ควรที่จะต้องศึกษาเรียนรู้และเข้าใจในทุกองค์ประกอบที่จะต้องใช้ในการออกแบบการฟิกบนบรรจุภัณฑ์ในทุกเรื่อง
ส่วนจะตองใช้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความถูกต้อง ความเหมาะสม เงื่อนไข
ปัจจัยต่างๆ ของผู้ผลิต
ซึ่งนักออกแบบกราฟิกควรมีศักยภาพแนะนำให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์
องค์ประกอบการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
มีความแตกต่างกันบ้างตามลักษณะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทและความต้องการของผู้ผลิต สิ่งที่ต้องใช้ในการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
เพื่อคุสมบัติมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์มีดังนี้
1. ตราสินค้า (Brand)
2. บาร์โค้ด (Bar Code)
3. ตัวอักษร (Typography)
4. ภาพประกอบ (Illustration)
5. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)
6. สี (Color)
2. บาร์โค้ด (Bar Code)
3. ตัวอักษร (Typography)
4. ภาพประกอบ (Illustration)
5. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)
6. สี (Color)
ตราสินค้า
หรือเครื่องหมายการค้า(Trade
Mark)เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบกกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
หรือผลิตภัณฑ์ รวมถึงศูนย์จำหน่ายสินค้า ห้างสรรพสินค้าต่างๆ
แต่เดิมมักนิยมใช้คำว่า "เครื่องหมายการค้า" ซึ่งหมายถึง
เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้า
และแสดงที่มาของแหล่งสินค้า ปัจจุบันมักนิยมใช้คำว่า "ตราสินค้า"
ซึ่งหมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงภาพลักษณ์
ความรู้สึกและความหวังที่ผู้ซื้อ ผู้บริโภคมีต่อสินค้า หรือผลิตภัณฑ์
หรือการบริการของหน่วยงานองค์กรนั้นๆ
เมื่อสร้างตราสินค้าหรือเครื่องหมายการค้าแล้ว
ควรนำตราสินค้าไปจดทะเบียนการค้ากับกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เพื่อทราบว่าตราสินค้าที่สร้างนั้นไม่เหมือนกับของผู้อื่น ไม่ได้ละเมิดตราสินค้าหรือเครื่องหมายทางการค้าของผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
และผู้อื่นไม่มีสิทธิ์จะออกแบบตราสินค้าเหมือนที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ หากละเมิดก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน และกรณีที่เจ้าของสินค้าหรือบริการ สามารถออกสู่ตลาดโลกได้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด
ตราสินค้าและการจดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าในประเทศที่ทำการค้าก็ช่วยป้องกันการละเมิด ลอกเลียนแบบจากผู้ส่งออกนำเข้ารายอื่นๆ
ตราสินค้าจึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีมูลค่าสามารถประเมิน โอนขาย
แสวงหารายได้จากผู้นำตราสินค้าที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปทำประโยชน์ และเป็นมรดกตกทอดให้กับบุตรหลานได้เช่นกัน
มูลค่าของตราสินค้าจะมากน้อยขึ้นอยู่กับการยอมรับความต้องการของผู้บริโภคสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั่นเอง
ตราสินค้าเมื่อจดทะเบียนการค้าสามารถแปลงเครื่องหมายการค้าให้เป็นทุน (Securitization)
ได้ตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนของรัฐบาลปัจจุบัน โดยนำเครื่องหมายการค้าไป
"ตีราคา" ให้มีมูลค่าเป็นเงิน
บาร์โค้ด หรือเลขหมายประจำตัวสินค้า
เป็นองค์ประกอบบนบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ ควรกำหนดพื้นที่สำหรับบาร์โค้ด ส่วนแบบเลขหมายประจำตัวสินค้าประเทศไทยยื่นขอไปได้ที่ สถาบันรหัสสากล สภาอุสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชั้น 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
บาร์โค้ด มีลักษณะเป็นแท่งขาว-ดำ เรียงเข้าด้วยกันและมีตัวเลข 8 - 13 หลักบาร์โค้ดจะช่วยบ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้าและแหล่งติดต่อของผู้ผลิต
ประเทศไทยมีเลขหมายประจำสินค้า 13 หลัก โดยเลือกใช้ระบบ EAN
- 13 ระบบ EAN (European Article Number) เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก
ซึ่งมีทั้งหมดถึง 11 ระบบทั่วโลก และมีประมาณ 60 ประเทศในภาคพื้นยุโรป เอเชีย และแปซิฟิก ที่เลือกใช้มาตรฐาน EAN โดยประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังในปี พ.ศ.2536 โดยมีสถาบันสัญลักษณ์แห่งไทย
(Thai Article Numbering Council) หรือ
"TANC" เป็นองค์กรตัวแทน EAN
ภายใต้การดูแลของสภาอุสาหกรรมแห่งประเทศไทย
การใช้ตัวอักษรและตัวพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์
ประชิด ทินบุตร (2530: 29) กล่าวไว้ว่า
ตัวอักษรหรือตัวพิมพ์จัดว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญอันดับแรกของการออกแบบ
การออกแบบโดยทั่วไป มีการนำตัวอักษรมาใช้เพื่อการออกแบบเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆคือ
1. ใช้ตัวอักษรเป็นส่วนดึงดูดตา
มีลักษณะตัวอักษรแบบ Display face เพื่อต้องการตกแต่งหรือการเน้นข้อความข่าวสารให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ดู
ผู้อ่าน ด้วยการใช้ขนาดรูปแบบตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ มีความเด่นเป็นพิเศษ
2. ใช้ตัวอักษรเป็นส่วนบรรยายหรืออธิบายเนื้อหา
คือ การใช้ตัวอักษรเป็น Book face หรือเป็นตัว Text ที่มีขนาดเล็กในลักษณะของการเรียงพิมพ์ข้อความเพื่อการบรรยายหรืออธิบายส่วนประกอบกอบปลีกย่อย
และเนื้อหาที่สื่อสารเผยแพร่
ตัวอักษรเป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ที่สื่อสารให้ผู้อุปโภค
บริโภค สามารถเข้าใจได้ดี
แต่ตัวอักษรที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ควรจะเป็นรูปแบบที่น่าจดจำ ชัดเจน อ่านง่าย
เพื่อกลุ่มเป้าหมายไม่เกิดความสับสน
ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์มีได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตราสินค้า คำ
ข้อความสั้นๆ (Slogan)
ข่าวสาร (Information) วิธีการใช้
(Instruction) ส่วนประกอบชองผลิตภัณฑ์ (Ingredient) วันผลิต วันหมดอายุ จำนวน ปริมาณสินค้า ศูนย์จำหน่ายสินค้า
เครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้า เป็นต้น ตัวอักษรสามารถสื่อความเข้าใจระหว่างมนุษย์
มนุษย์แต่ละเชื้อชาติมีอักษร ภาษาแตกต่างกัน
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารทั่วโลก อักษรมีวิวัฒนาการมาจากภาพ เช่น
อักษรของชาวอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 6,000 ปี หรือ เรียกว่าอักษรไฮเออโรคลิฟิค (Hieroglyphic) อักษรเฮียราติค
(Heretic) อักษรโดโมติค (Demonic) และอักษร
(Phoenicians) ล้วนดัดแปลงมาจากภาพทั้งสิ้น
และเป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรของทุกชาติ อักษรภาษาไทยมีวิวัฒนามาจากอักษรอินเดียตอนใต้
และแตกแขนงเป็นอักษรขอม และอักษรมอญ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
กษัตริย์ของประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยได้คิดดัดแปลงอักษรขอมและอักษรมอญเป็นอักษรไทย
และมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนจากเดิม พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เรียงอยู่ในบรรทัดเดียวกัน
ปัจจุบันสระอยู่ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ด้านล่างของพยัญชนะ
และวรรณยุกต์อยู่ด้านบน จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า
ตัวอักษรภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีรูปแบบตัวอักษร (Type Style) หลายรูปแบบ มีชื่อเรียกและนิยมใช้ดังนี้
ขนาดตัวอักษร ในการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
นับว่าเป็นสิ่งที่นักออกแบบต้องกำหนดและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ
การกำหนดขนาดของตักอักษร หมายถึงการกำหนด สัดส่วน ความกว้าง และรูปร่างของตัวอักษร
ถือเอาความสูงแนวตั้งเป็นหลักในการจัดขนาด เรียกว่า "พอยท์" (Point) หากถือเอาความยาว แนวราบ หรือความกว้างเป็นหลักในการจัดขนาด เรียกว่า
"ไพก้า" (Pica) หรือหากความยาวใน 1 บรรทัด เรียกว่า "ความยาวคอลัมน์"
โดยมีขนาดสัดส่วนทั่วไปที่คุ้นเคย ดังนี้
12 พอยท์ เท่ากับ 1 ไพก้า
6 ไพก้า เท่ากับ 1 นิ้ว
การกำหนดขนาดของรูปแบบตัวอักษร
สำหรับการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ตามลำดับความสำคัญของการนำไปใช้
ประชิด
ทินบุตร (2530:
29)
กล่าวไว้ว่าตัวอักษรหรือตัวพิมพ์จัดว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญอันดับแรกของการออกแบบ
การออกแบบโดยทั่วไป มีการนำตัวอักษรมาใช้เพื่อการออกแบบเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆคือ
1. ใช้ตัวอักษรเป็นส่วนดึงดูดตา
มีลักษณะตัวอักษรแบบสะดุดตา Display face เพื่อต้องการตกแต่งหรือการเน้นข้อความข่าวสารให้สามารถดึงดูดความสนใจขอผู้ดู
ผู้อ่าน ด้วยการใช้ขนาด รูปแบบตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ มีความเด่นเป็นพิเศษ
2. ใช้ตัวอักษรเป็นส่วนบรรยายหรืออธิบายเนื้อหา
คือ การใช้ตัวอักษรเป็น Book face หรือเป็นตัว Text ที่มีขนาดเล็กในลักษณะของการเรียงพิมพ์ข้อความเพื่อการบรรยายหรืออธิบาส่วนประกอบปลีกย่อย
และเนื้อหาที่สื่อสารเผยแพร่
การจัดวางตัวอักษร
ในการออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์ การสร้างรูปร่าง
ลักษณะของตัวอักษรให้เกิดความแตกต่างของข้าความส่วนหน้า และข้อความรายละเอียด
เป็นปัจจัยที่แสดงสิ่งที่ต้องการสื่อสารตามลำดับความสำคัญได้เช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะของตัวอักษร สามารถจัดทำได้หลายรูปร่างลักษณะ เช่น
อักษรตัวธรรมดา (Normal) ตัวบาง (Light) ตัวบางพิเศษ (Bold) ตัวหนาพิเศษ (Extra Bold)
ตัวแคบ (Condensed) ตัวเอน (Italic) ตัวดำ (Black) รูปร่างลักษณะของตัวอักษรในส่วนต่างๆ
ของบรรจุภัณฑ์บ่งบอกถึงความสำคัญที่แตกต่างของข้อความ
นอกจากนี้แล้วอาจพิจารณาตามบุคลิกของตัวอักษรแบบต่างๆ ซึ่งมีแบบตัวอักษรอยู่มากมาย
ดังนี้
รูปร่าง(Shape) การกำหนดชื่อแบบตัวอักษรบางแบบมาจากชื่อนักออกแบบ
บางแบบมาจากบุคลิกของตัวอักษร หรือบางแบบมาจากจุดประสงค์ในการออกแบบก็ได้
ขนาด (Size) ขนาดของตัวอักษรจะวัดตามแนวตั้ง
โดยวัดเป็นพอยท์ ตัวอักษรภาษาอังกฤษจะวัดตัวใหญ่เป็นหลัก
น้ำหนัก (Weight) ความกว้างของเส้นตัวอักษรเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดรูปแบบของตัวอักษร คำที่ใช้คือ
บาง (Light) กลาง (Medium) หนา (Bold)
และความหนามาก (Extra Bold) โดยพิจารณาตามความแคบกว้างของสีดำหรือความทึบ
(Display)
ความกว้าง (Width) เป็นการวัดความกว้างของตัวอักษรตามแนวราบ คำที่ใช้เรียกคือ ผอม (Condensed)
ปกติ (Normal) กว้าง (Expanded) โดยพิจารณาจากแคบไปสู่กว้าง
แนวลาด (Slope) เป็นการพิจารณามุมของตัวอักษรเพื่อบอกบุคลิก
คำที่ใช้คือ ตัวตรง (Vertical) ตัวเอียง (Italic หรือ Inclined)
การเลือกใช้แบบอักษร
ตัวอักษรไม่เพียงสื่อข้อมูลตามอักขระ
แต่ยังสามารถสื่ออารมณ์หรือความหมายทางสัญลักษณ์ ซึ่งงายต่อการจดจำของผู้รับสารมากกว่าเนื้อหาของข้อมูลนั้น
ศิลปะการใช้ตัวพิมพ์จึงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างการจดจำ
การสื่อสารด้วยตัวอักษรที่แตกต่างและโดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ
ครั้งและครั้งเล่าจะช่วยประทับความทรงจำไว้ในสมองผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ
การศึกษาถึงประวัติศาสตร์การออกแบบฟอนท์ช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดในการออกแบบ
และความเหมาะสมในการใช้งานได้ดี เช่น กลุ่มตัวพิมพ์แบบไม่มีเชิง (Sans
Serif) มีลักษณะเด่น คือ ตัวอักษรเรียบง่ายดูสะอาดตา
และประหยัดเนื้อที่ในการเรียงพิมพ์
เหมาะกับการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ที่ต้องพิมพ์อักษรขนาดเล็กบนพื้นที่อันจำกัด
ตัวพิมพ์แบบ (Sans Serif) นี้จะช่วยให้งานพิมพ์ดูโปร่ง
ตาหมึกพิมพ์จะไม่มีทึบตันบริเวณที่เป็นส่วนประดิษฐ์ของ (Serif) แบบอักษรในกลุ่มนี้เป็นที่นิยมได้แก่ Helvetica ซึ่งออกแบบเมื่อปี
ค.ศ. 1957 โดย Max Miedinger (1910-1980)
รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติก
พลาสติกแต่ล่ะชนิดสามารถนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์ในลักษณะที่แตกต่างกัน
ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของพลาสติกที่มีให้เลือกใช้มากมาย
พลาสติกสามารถนำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ดังนี้
1. ถุงพลาสติก
แต่เดิมมีเพียงรูปแบบเรียบแบน น้ำหนักเบาใส มีช่องเปิดสำหรับบรรจุ
ผลิตภัณฑ์เพียงด้านเดียว ถุงเย็นผลิตจากพลาสติก LDPH ถุงร้อนผลิตจากพลาสติก
HDPE นิยมนำไปใช้บรรจุผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร
ปัจจุบันถุงพลาสติกมีการออกแบบให้มีตะเข็บด้านข้างและมีก้นถุงขยายเพื่อให้ใส่สิ่งของได้มากขึ้น
มีทั้งหูหิ้วในตัว และหูหิ้วติดประกอบในตัวถุง มีสันต่างๆมากมาย
และมีการพิมพ์ลวดลายกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติก
2. กระสอบพลาสติก
มีรูปแบบคล้ายถุงขนาดใหญ่ เป็นพลาสติกที่มีเนื้อหนา มีความคงทน
สามารถใช้เชือกเย็บปากถุงได้ นิยมใช้บรรจุภัณฑ์ประเภท ปุ๋ย อาหารสัตว์ ข้าวสาร พืช
ตากแห้ง พริกหอม กระเทียม เป็นต้น กระสอบพลาสติก
ป้องกันความชื้นได้ดีกว่ากระสอบที่ทำจากผ้า ปอ หรือ ป่าน
3. หลอดพลาสติก
มีรูปแบบยาวมีทั้งก้นกลมและแบน มีฝาปิด ผลิตจากวัสดุประเภทโพลีเอทเทอลีน (Polyethylene)
ทั้งชนิดความหนาแน่นมาก และความหนาแน่นน้อย
นิยมใช้บรรจุเครื่องสำอาง ยารักษาโรคที่มีลักษณะเหนียวข้น
4. ขวดพลาสติก
มีรูปแบบแข็งแรง มั่นคง สามารถตั้งได้ ผลิตจากพลาสติกประเภท P.V.C.
(Polyvinyl chloride) นิยมใช้บรรจุสินค้าประเภทอาหาร เครื่องมือ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นน้ำ
เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาอัดกลีบ น้ำยาบ้วนปาก น้ำหอม ไม่ต้องการให้กลิ่นระเหย
5. ลังพลาสติก
มีรูปแบบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ แข็งแรง ทนทาน นิยมออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์รวมหน่วย เช่น
ลังสำหรับใส่บรรจุภัณฑ์ประเภทขวดเครื่องดื่ม น้ำอัดลม เครื่องปรุง ซีอิ้ว น้ำปลา
เป็นต้น ผลิตจากพลาสติกประเภท Injection Molding
6. กล่องพลาสติก
มีรูปแบบสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก มีฝาปิด
นิยมออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าที่มีน้ำหนักไม่มากนัก เช่น
กล่องพลาสติกใส่ดอกไม้แห้ง กล่องพลาสติกใส่ขนมอบ กล่องพลาสติกใส่อาหาร เป็นบรรจุภัณฑ์บริการ
ณ จุดขาย ผลิตจากพลาสติกประเภทสเทริน (Styrene) และ
พอลลี่วิล คลอไรด์ (Polyvinyl chloride) นอกจากนี้
ยังรูปแบบกล่องพลาสติกที่ตัวกล่องออกแบบให้มีขนาดที่สามารถบรรจุสินค้า
แต่ล่ะหน่วยได้พอดี สามารถเห็นสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจน และสามารถคุ้มครองป้องกันสินค้าได้ดี
เรียกว่า "บลิสเตอร์แพคเกจ" (Blister Package)
7. แผ่นห่อพลาสติก มีรูปแบบเป็นแผ่นใสยืดได้
ผลิตจากพลาสติกประเภท PE หรือ เรียกว่าฟิล์ม PE นิยมนำมาห่อสินค้าประเภทอาหารสดเพื่อเก็บรักษาไว้ในตู้แช่หรือห่อหุ้มอาหารที่ใส่ภาชนะ
ถาดโฟม
อาหารสดพร้อมปรุง
นอกจากนี้ยังมีแผ่นพลาสติก รูปแบบห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย เพื่อ
ป้องกันฝุ่นละออง ความชื้น เพื่อปกป้องบรรจุภัณฑ์
เพื่อรวมหน่วยบรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกเป็นพลาสติกใส แข็งกรอบรัดบรรจุภัณฑ์ เรียกว่า
"ไซริงค์ แพคเกจ" (Shink Package) เป็นฟิล์มพาลสติกที่ผลิตจากพลาสติกประเภทPolyethylene,
Polyvinylchoride,
Polyolefin, Polypropylene และ Polyester และมีแผ่นห่อพลาสติกเพื่อป้องกันการกระแทกกระเทือนใช้ห่อหุ้มสินค้าที่แตกหักง่าย
เป็นแผ่นพลาสติกออกแบบให้มีจุดซ้อนหนาตลอดแผ่นเป็นแผ่นฟิล์มพลาสติก เรียกว่า
"แอร์แคป" (Air Cap)
3. แก้ว เป็นวัสดุที่นิยมใช้ออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุเครื่องดื่ม
อาหาร เครื่องสำอาง ยา ซึ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกสะอาด น่ารับประทานแล้วยังคุ้มครอง
ปกป้องรักษาผลิตภัณฑ์ได้ดี ถึงแม้ต้องระมัดระวังเรื่องการขนส่ง
เพราะเกิดการแตกชำรุดเสียหายได้ง่าย ดังนั้น
บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแก้วมักจะต้องมีบรรจุภัณฑ์ชั้นในอีกชิ้น
และบรรจุภัณฑ์ขนส่งจะต้องมีความแข็งแรง ป้องกันการแตกชำรุดเสียหาย
และมักจะมีข้อความให้ "ระวังของแตก" ข้างบรรจุภัณฑ์ขนส่ง
แล้วผลิตได้จากการหลอมรวมกันของหินปูน (Limestone) ประมาณ 10% ซิลิก้า (Silica) ประมาณ 75% โซดา (Soda) ประมาณ
15% และอลูมิเนียม (Aluminum) โปตัสเซียม
(Potassium) แมกนี่เซียมออกไซด์ (Magnesium Oxides) เพียงเล็กน้อย หลอมละลายโดยใช้อุณหภูมิประมาณ 2,800 องศาฟาเรนไฮด์ (Farenhige) เป็นแก้วใส
แล้วนำไปเป่าขึ้นรูปตามแบบ (Mold) แก้วสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการไปใช้งานดังนี้
3.1 แก้วบอโรซิลเกต (Borosilicate)
เป็นแก้วที่มีความคงทนสูง เป็นแก้วที่โบรอน ไตรออกไซด์ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก ต้องผลิตที่จุดหลอมเหลวสูง 1,750
C นิยมใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ประเภทยาสำหรับฉีด
3.2 แก้วโซดาไลม์ (Sodalime)
เป็นแก้วที่มีซัลเฟลทเป็นองค์ประกอบ อบที่อุณหภูมิ 500 C เพื่อลดความเป็นด่างบริเวณหน้าของแก้ว
นิยมใช้ทำบรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ
ที่ไม่ใช่ยาสำหรับฉีด
3.3 แก้ว NP (NP
Glass) เป็นแก้วโดยทั่วไป คล้ายกับแก้วโซดาไลม์
แต่แยกตัวออกมาเพื่อใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสินค้า
หรือผลิตภัณฑ์ประเภทยาสำหรับรับประทาน ยาใช้ทาภายนอกที่ไม่ใช่ยาสำหรับฉีด
รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากแก้ว
บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากแก้ว
วัสดุที่นำมาใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถแยกรูปแบบตามองค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ได้ 3 ส่วน คือ ส่วนลำตัวของบรรจุภัณฑ์ ส่วยก้นของบรรจุภัณฑ์
และส่วนปากของบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์แก้วเมื่อใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์หมดแล้ว
สามารถนำมาทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ ใช้ใหม่ได้ บรรจุภัณฑ์แก้วสีที่นิยมใช้มากที่สุด
คือ สีใส สีน้ำตาล และ สีเขียว ตามลำดับ มีหลายรูปแบบ ดังนี้
1. ขวดแก้ว
มีรูปแบบทรงกระบอกสูง ก้นกลม ขนาดไม่ใหญ่มาก ปากขวดขอด
เหล็กปิดฝาแบบต่างๆตามต้องการ
2. โหลแก้ว
มีรูปแบบทรงกระบอกสูง ก้นกลม ขนาดใหญ่ ปากโหลกว้าง แลละทรงเหลี่ยมเตี้ย ก้นเหลี่ยม
ขนาดไม่ใหญ่มาก ปากโหลไม่กว้างมาก ถ้าเป็นเครื่องปั้นดินเผามักนิยม เรียกว่า
"กระปุก" ปิดฝาแบบต่างๆ ตามต้องการ
3. อ่างแก้ว
มีรูปแบบทรงกระบอกเตี้ย ก้นกลม ขนาดใหญ่ ปากอ่างกว้างเท่าก้นอ่างไม่มีฝาปิด
สำหรับฝาปิดมีหลายแบบ ซึ่งควรเลือกใช้และออกแบบปากขวดแก้ว
ปากโหลแก้ว สอดคล้องกับคามต้องการของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ
ฝาปิดมีหลายแบบดังนี้
1. ฝาจีบ (Crown
Finish) ได้แก่ ฝาขวดเบียร์ ฝาขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก
เวลาต้องใช้เครื่องมือเปิดแบบงัดขึ้น ไม่สามารถปิดได้
2. ฝาเกลียวธรรมดา (Screw
Finish) ได้แก่ ฝาขวดน้ำยาแก้ไอ ฝาขวดอาหารขนมอบแห้ง
เวลาเปิดต้องใช้มือบิด และปิดเข้าที่ได้เหมือนเดิมเมื่อเลิกใช้
3. ฝาเกลียวล็อค (Twist-off
Finish) ได้แก่ ฝาขวดแยมผลไม้ ฝาขวดกาแฟ เวลาเปิดใช้มือบิด
และปิดเข้าที่ได้เหมือนเดิมเมื่อเลิกใช้
4. ฝาเกลียวบิดขาด (R.O.P.P. Finish) หรือฝาเกลียวพิเศษ ได้แก่ ฝาขวดน้ำหวาน ฝาขวดน้ำอัดลมขนาดใหญ่
เวลาเปิดใช้มือบิด และปิดเข้าที่ได้เหมือนเดิมเมื่อเลิกใช้
5. ฝาคอร์ก (Cork
Finish) ได้แก่ฝาขวดไวท์ ฝาขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง
เวลาเปิดต้องใช้เครื่องมือเปิดเฉพาะเกลียวที่ฝาคอร์ก และงัดขึ้น
ไม่สามารถเปิดได้แน่นเหมือนเดิม
4. โลหะ เป็นวัสดุที่นิยมใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป
เครื่องมือ สารเคมี กาว น้ำมันหล่อลื่น สีน้ำมัน
ซึ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่มีสิ่งปลอมปน โลหะเป็นวัสดุที่ความแข็งแรง ทนทาน การเคลือบผิวภายในบรรจุภัณฑ์โลหะจะช่วยแก้ปัญหาการสึกกร่อนอันเกิดจากการทำ
ปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับผลิตภัณฑ์บางประเภท
เพราะไม่ก่อให้เกิดการซึมผ่านของไอน้ำและก๊าซ
การนำโลหะมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษตรงรอยต่อของบรรจุภัณฑ์
ปัจจุบันมีโลหะที่นำมาใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดด้วยกัน
เช่น อลูมิเนียม โลหะผสม(Alloy)
อลูมิเนียม แผ่นเปลว (Aluminum Foil) ทองเหลือง
(Brass) ทองแดง (Copper) แผ่นเหล็กอาบดีบุก
(Tinplate) เป็นต้น
รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากโลหะ
บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากโลหะ วัสดุที่นำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์มีหลายชนิดให้เลือกใช้เพื่อสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของสินค้า
รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากโลหะ มีดังนี้
1. กระป๋อง (Can)
มีรูปแบบเป็นทรงกระบอก ขนาดพอเหมาะมือ
สามารถถือรับประทานหรือจับเทได้สะดวก มีทั้งแบบสูงและแบบเตี้ย เดิมเวลาเปิดต้องใช้เครื่องมือเปิดฝากระป๋อง
ปัจจุบันออกแบบเป็นห่วง ใช้มือดึงเพื่อให้เปิดฝาได้เลย
และมีรูปแบบทรงสี่เหลี่ยมฝาเกลียว กระป๋องมักทำจากโลหะประเภท แผ่นเหล็ก
แผ่นเหล็กอาบดีบุก อลูมิเนียม ใช้บรรจุสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม
ยา น้ำมัน นมผง นมข้น ขนมอบกรอบ เป็นต้น
2. ถัง (Drum) มีรูปแบบเป็นทรงกระบอก ขนาดใหญ่ อาจมีหูหิ้วหรือไม่มีก็ได้
และมีรูปแบบเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีฝาปิดทั้งแบบเล็กและแบบใหญ่
ถังมักนิยมทำจากโลหะประเภทแผ่นเหล็ก แผ่นเหล็กอาบดีบุก
ใช้บรรจุสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทสารเคมี น้ำมัน เป็นต้น
3. แผ่นเปลว (Foil)
มีรูปแบบซองแบน
และมีส่วนนูนเฉพาะในส่วนที่บรรจุสินค้าหรือเรียกว่าหน่วยของสินค้าว่า
"แผง" แผ่นเปลวทำจากอะลูมิเนียม หรือเรียกว่า
"อะลูมิเนียมแผ่นเปลว" (Aluminum Foil) ใช้บรรจุสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภท
เป็นแคปซูล เม็ด และครีม
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เสื่อกกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เสื่อจันทบูร ที่ผู้วิจัยได้นำมาเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ มีดังนี้
สุทธิชาติ
ใจชอบสันเทียะ (2552) ได้ศึกษา การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้นทุนต่ำสำหรับผ้าไหมทอมือให้กับกลุ่มชาวบ้านผลิตผ้าไหมทอมือในจังหวัดนครราชสีมา
สรุปผลจากการศึกษางานวิจัย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น
นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ซึ่งในที่นี้คือผู้วิจัย
ควรจะทราบถึงปัจจัยต่างๆทางด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย
1.
แนวคิดทางการตลาดในเรื่องขององค์กร จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ว่าเป็นอย่างไร
2. ประโยชน์ของการบรรจุภัณฑ์ในแง่ของการปกป้องและภาพพจน์ของผลิตภัณฑ์
3. ศึกษาแนวคิด
ศึกษาคู่แข่งและลักษณะของผลิตภัณฑ์เพื่อการกำหนดรูปแบบของบรรจุภัณฑ์
4. ศึกษากลุ่มผู้ซื้อว่าเป็นอย่างไร ต้องการอะไร
ลักษณะในการซื้อความเชื่อมั่นในตราสินค้า มีพื้นที่สำหรับข้อความต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์
เพื่อบอกกล่าวกับผู้บริโภคหรือสามารถมองเห็นสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในได้เด่นชัด
เหมาะที่จะตั้งโชว์ให้เห็นเด่นกว่าคู่แข่งตลอดจนต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ผิดกฎหมาย
จากการศึกษายังพบอีกว่า
บรรจุภัณฑ์ต้นทุนต่ำสำหรับผ้าไหมทอมือนั้น
การมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามเปรียบเสมือนการมีแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้ซื้อเข้ามาภายในร้านแม้ว่าจะไม่ซื้อสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์นั้นก็ตาม
หรือเกิดการตัดสินใจซื้อในกรณีเป็นของฝาก
และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถปกป้องคุ้มครองสินค้าได้นั้น
จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ
โดยเฉพาะในเรื่องของความสะดวกและความปลอดภัยซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจในตัวสินค้านั้นมากขึ้น
และจะทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อทันที
ข้อเสนอแนะ
ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์
ไม่ควรนำรูปทรงที่ใกล้เคียงกับสินค้าอื่นที่มีการวางแผนทางการตลาดในระดับที่ต่ำกว่า
มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการให้มีภาพลักษณ์ที่มีราคาสูง
เพราะจะทำให้สินค้านั้นดูราคาไม่สูง
เนื่องจากว่าผู้บริโภคได้จดจำและรู้สึกถึงภาพลักษณ์ในใจว่ารูปทรงของสินค้าไม่แพง
ยกตัวอย่างเช่น การนำรูปทรงของบรรจุภัณฑ์กล่องเทียนไข
มาทำเป็นบรรจุภัณฑ์ที่รองแก้วจากกก
สลิลดา
อุปรมัย (2552) ได้ศึกษาการออกแบบบรรจุภัณฑ์พื้นถิ่นจังหวัดแพร่
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นหรือสินค้าในชุมชน
ในจังหวัดแพร่ เพื่อสร้างความโดดเด่น
สามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและช่วยส่งผลดีต่อการตลาด
รวมทั้งเพื่อนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาพัฒนา
โดยใช้ภูมิปัญญาไทยเพื่อให้ชาวมีอาชีพและรายได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบอุตสาหกรรม
สรุปผลจากการศึกษางานวิจัย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่และโดดเด่นนั้น
บาครั้งเป็นเรื่องยากต่อการยอมรับของผู้ซื้อ
ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จริงเพื่อสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม
เพื่อเก็บข้อมูลประเมินผลการวิจัยนั้น
พบว่าคนในท้องถิ่นจังหวัดแพร่บางคนไม่สามารถยอมรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากเดิมได้
และมักจะมีคำถามเสมอเมื่อมีการใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 40-50
ปี แต่ในทางกลับกัน กลุ่มคนในช่วงอายุ 15-25
ปี มีการแสดงความตื่นเต้นและแปลกใจต่องานออกแบบเป็นอย่างมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความพึงพอใจของงานออกแบบจะแปรผันไปตามช่วงอายุ
และยังทราบอีกว่าในแง่ของการผลิต มีส่วนสำคัญต่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์
เป็นการกำหนดทิศทางของการสร้างสรรค์ผลงาน
ซึ่งถ้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีราคาสูงจนเกินไป ผู้ซื้ออาจยอมรับไม่ได้ในราคาขายใหม่
โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ประเภทอาหาร โดยทำจากวัสดุธรรมชาติ เพราะผลิตภัณฑ์มีราคาต่ำ
ถ้าหากออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีราคาสูงผู้ซื้อก็ไม่สามารถยอมรับได้
ข้อเสนอแนะ
การสร้างเอกลักษณ์นั้น
อาจจำเป็นต้องสร้างสรรค์หรือพัฒนาให้เกิดแนวทางใหม่ๆ
ซึ่งจะเป็นหนทางในการช่วยให้ผู้บริโภคทั่วไปได้เห็นถึงเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ในแบบใหม่ๆหรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ดีให้กับจังหวัดแพร่
นฤมล
ทองเจริญชัยกิจ (2543)
ได้ศึกษากลยุทธ์การใช้บรรจุภัณฑ์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดจองผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรม
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัย 3 ประการเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์การใช้บรรจุภัณฑ์เป็นเครื่องมือการสื่อสารการตลาด
ช่องทางจำหน่ายและลักษณะของกลุ่มลูกค้า ซึ่งมีการนำเอากลยุทธ์ต่างๆมาใช้ในการสื่อสารตลาดกับกลุ่มผู้บริโภค
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ
เพื่อสร้างความดึงดูดใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจที่จะซื้อสินค้า
ด้วยการใช้สีสันต่างทั้งสีของบรรจุภัณฑ์ สีของฉลาก และการใช้ภาพประกอบต่างๆ
ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการสื่อสารเรื่องความรู้สึกและทัศนคติต่อกลุ่มเป้าหมาย
-
การใช้ชื่อ/สัญลักษณ์
ของหน่วยงานราชการมาอ้างถึงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ซึ่งพบว่าร้อยละ 9.09 เป็นการอ้างถึงชื่อเพียงอย่างเดียว
ร้อยละ 13.64 เป็นการใช้สัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว และร้อยละ 45.45
เป็นการอ้างถึงทั้งชื่อและสัญลักษณ์
- การให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ
เกี่ยวกับตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคได้รับทราบ กล่าวคือ ร้อยละ 86.36 ระบุชื่อสินค้า ทุกกลุ่มระบุชื่อผู้ผลิต ร้อยละ 22.73 ระบุวันเดือนปีที่ผลิต ร้อยละ 9.09 ระบุวันหมดอายุ
ร้อยละ 9.09 ระบุส่วนประกอบ ร้อยละ 40.91 ระบุน้ำหนักของสินค้า ร้อยละ 36.36 ระบุราคา ร้อยละ 9.09
ระบุข้อความภาษีต่างประเทศ
- การใช้สโลแกนหรือคำโฆษณาสินค้า
ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแสดงสรรพคุณของสินค้าประเภทสินค้าบริโภค
คือเน้นความสะอาดถูกหลักอนามัย ซึ่งพบถึงร้อยละ 63.64
-
การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อบ่งบอกแหล่งที่มาขิงสินค้า
โดยระบุลักษณะเด่นในท้องถิ่น ซึ่งพบถึงร้อยละ 22.73 และการออกแบบให้บรรจุภัณฑ์มีลักษณะเป็นของขวัญของฝาก
ซึ่งพบถึงร้อยละ 27.27 แต่อย่างไรก็ตามพบว่า
การสร้างตราสินค้า สร้างความจดจำให้กับผู้บริโภคและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น